แชร์คอนเทนต์นี้
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้หายไป เพียงแต่กำลังปรับรูปแบบไปตามบริบทของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ภาพที่เห็นชัดคือ ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเลือกบ้านมือสองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากระดับราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน ตลาดเช่ายังคงเติบโต จากทั้งข้อจำกัดด้านสินเชื่อและความต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ กำลังสะท้อน “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ภาระทางการเงิน และความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น การตัดสินใจขึ้นอยู่กับว่า “สินทรัพย์ที่เลือก จะสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และสร้างมูลค่าได้ในอนาคตต่อไปหรือไม่” ภายใต้บริบทนี้ โอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเช่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากชาวต่างชาติที่มองหาบ้านหลังที่สองในไทย รวมถึงการลงทุน โดยเฉพาะในโซนภูเก็ตที่เรียกได้ว่ายังบูมต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองก็ให้ความสำคัญกับศักยภาพของสินทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการลักซัวรีที่ตลาดยังขยายตัว และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัย กล่าวได้ว่า การเลือกซื้อหรือลงทุนในแบรนด์ที่มีการออกแบบสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามของโครงการ ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึง ประสบการณ์ในการเข้าอยู่อาศัยจริง เป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับการทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย ประสบการณ์กว่า 30 ปี ขอสรุป 5 ปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทต่อการสร้างและรักษามูลค่าเพิ่มของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยในการพิจารณาเลือกซื้อหรือลงทุนกับโครงการอสังหาฯ อย่างมีศักยภาพ ดังนี้ 1. Functionality — ฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์การใช้งานจริง การออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย การออกแบบผังห้องที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม ความยืดหยุ่นของฟังก์ชันในการปรับเปลี่ยนการใช้งานในอนาคต รวมถึงการวางผังอาคารที่คำนึงถึงทิศทางแสง ลม และการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่อทั้งคุณภาพการอยู่อาศัยและมูลค่าของสินทรัพย์ 2. Future-Ready Technology — เทคโนโลยีที่รองรับอนาคต มีการนำแนวคิด Smart Building และ Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้ในอาคาร เช่น ระบบของ LIV-24 ทั้งในการดูแลความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการติดตามสถานะของอุปกรณ์และระบบภายในอาคารแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการชำรุดที่อาจกระทบต่อการใช้งาน ซึ่งมีผลต่อทั้งต้นทุนและมูลค่าของสินทรัพย์ 3. Sustainability — ความยั่งยืนที่สะท้อนคุณค่า การออกแบบที่คำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนในการอยู่อาศัย และเป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อและผู้เช่าให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคเจนใหม่ที่ตัดสินใจเลือกสินค้าจากแบรนด์ที่มีจุดยืนด้านความยั่งยืน โดยสามารถดูได้จากการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การวางอาคารให้รับแสงและลมธรรมชาติ การใช้วัสดุช่วยลดความร้อน รวมถึงระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานในบ้าน 4. Safety & Privacy — ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน และการออกแบบที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี ควรให้ความสำคัญกับระบบควบคุมการเข้า-ออก การจัดโซนพื้นที่ใช้งานที่ชัดเจน รวมถึงการออกแบบที่ลดการรบกวนระหว่างยูนิต เช่น ระยะห่างของห้อง การจัดวางทิศทางระเบียงหรือหน้าต่าง ซึ่งล้วนส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย 5. Experience — ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สัมผัสได้ คุณภาพของการบริหารจัดการและการให้บริการ คือสิ่งที่กำหนด…
ความผันผวนของพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวน และหลายประเทศต้องเริ่มวางแผนรับมือกับความเสี่ยงด้านความเพียงพอของพลังงาน การจัดการและวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ โดยภาครัฐเองก็มีการขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานมากขึ้น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้ให้บริการด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย มองว่าบทบาทในการดูแลอาคารมีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการพลังงานของเมือง เนื่องจากอาคารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน หรือโครงการเชิงพาณิชย์ ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเมือง และในอีกมิติหนึ่ง อาคารยังเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ผ่านระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ระบบลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ หรือระบบระบายอากาศในพื้นที่จอดรถ ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ Property Management จึงมีความสำคัญในการดูแลระบบอาคาร และช่วยบริหารการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การใช้พลังงานในอาคารที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัย ซึ่งฝ่ายบริหารจัดการสามารถมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ เช่น การจัดตารางเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าและแสงสว่างในพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1–2 องศาเซลเซียส ตลอดจนการสื่อสารและขอความร่วมมือจากลูกบ้านให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ความร่วมมือของผู้อยู่อาศัยถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานของอาคารเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การให้ข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสื่อสารกับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงพลังที่รวมกันจนกลายเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกที่ยั่งยืนมากขึึ้นทุกวัน นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการบริหารที่อยู่อาศัย พลัสฯ ยังดำเนินธุรกิจ Facility Management ดูแลอาคารหลากหลายประเภท ซึ่งอาคารเชิงพาณิชย์และอาคารขนาดใหญ่อาจมีการใช้พลังงานในระดับสูง ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดภาระการใช้พลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมผ่านแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ถือเป็นอีกแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน แม้ในขณะนี้ประเมินว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่อาคารควรเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ พร้อมมีแผนรองรับเพื่อให้ระบบสำคัญสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การวางแผน BCP สำหรับอาคารอาจครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมระบบสำรองสำหรับระบบที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยและการอยู่อาศัยหรือการใช้งานอาคาร เช่น ระบบไฟฟ้าสำรอง ลิฟต์ ระบบสื่อสาร หรือระบบรักษาความปลอดภัย การกำหนดลำดับความสำคัญของระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร ตลอดจนแนวทางบริหารจัดการพลังงานในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน “อาคารในปัจจุบันมีระบบจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ดังนั้นการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้อาคารสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคารให้ได้มากที่สุด” นายภคิน กล่าว ในโลกที่พลังงานกำลังเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสถานที่หรือให้บริการผู้อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้อาคารและเมืองสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับความผันผวนของพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบพลังงานระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยแต่ละฝ่ายสามารถเริ่มต้นจากบทบาทของตนเอง พร้อมพิจารณาว่าจะต่อยอดหรือขยายผลไปสู่ส่วนอื่น ๆ ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้าง การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยให้อาคารสามารถปรับตัวต่อความผันผวนของพลังงานได้อย่างเหมาะสม…
ก้าวเข้าสู่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่หลายคนเริ่มวางแผนสร้างรากฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสในการลงทุน หรือการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่ง และหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการซื้อบ้านในปัจจุบันนั้น คือ “ดอกเบี้ยบ้าน“ ที่หากไม่ได้ใส่ใจหรือศึกษาข้อมูลให้ดีพอ ดอกเบี้ยบ้านก็อาจสร้างภาระหนักให้เจ้าของบ้านได้ไม่น้อย และในทางตรงข้ามกัน ดอกเบี้ยบ้านก็สามารถช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไม่น้อยเช่นกัน ในบทความนี้ พลัสฯ จึงได้รวบรวมข้อมูลดอกเบี้ยบ้านทุกธนาคาร ฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2569 มาเปรียบเทียบกันชัดๆ เจาะลึกทั้งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย เงื่อนไขพิเศษ และเคล็ดลับในการเลือกสินเชื่อให้ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อให้การเป็นเจ้าของบ้านในฝันเป็นเรื่องที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุด เช็กดอกเบี้ยบ้านธนาคาร ล่าสุด 2569 ไม่ว่าคุณจะวางแผนขยับขยายสู่ครอบครัวใหญ่ในโครงการบ้านบางนาที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง หรือกำลังมองหาศักยภาพในการลงทุนกับคอนโดติดรถไฟฟ้า เพื่อการพักอาศัยที่คล่องตัวและโอกาสในการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า การเปรียบเทียบข้อมูลดอกเบี้ยบ้าน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดทางการเงิน โดยในปี 2569 นี้ พลัสฯ ได้รวบรวมโปรโมชันและข้อเสนอสินเชื่อที่น่าสนใจจากธนาคารชั้นนำมาให้พิจารณาดังนี้ 1. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านบัวหลวงมอบอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษสำหรับพนักงานที่มีรายได้ประจำ โดยมีทางเลือกเริ่มต้นปีแรกที่ 4.35% หรือเลือกอัตราลอยตัว MRR – 1.50% ในช่วง 2 ปีแรก สำหรับลูกค้าทั่วไปมีอัตราเริ่มต้นปีแรกที่ 4.85% โดยภาพรวมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) จะอยู่ระหว่าง 5.52% – 5.88% ต่อปี (อ้างอิง MRR 6.65%) วงเงินสูงสุด: รองรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป โดยแบ่งเกณฑ์ตามความต้องการ ทั้งกลุ่มวงเงิน 1-5 ล้านบาท และกลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมค่าธรรมเนียมการสำรวจและประเมินหลักประกันเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท ช่วยให้การวางแผนงบประมาณในช่วงเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้น 2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย โดดเด่นด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.99% ในปีแรก สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป (หรือผู้ประกอบการรายได้ 200,000 บาทขึ้นไป) และยังมีเรท 2.24% สำหรับรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ต้องมีการทำประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด วงเงินสูงสุด: กู้ได้สูงสุดถึง 100% ของราคาซื้อขายและราคาประเมิน (สำหรับลูกค้ากลุ่มพิเศษและโครงการที่กำหนด) ส่วนลูกค้าทั่วไปกู้ได้สูงสุด 90% โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 70 ปี) ครอบคลุมทั้งบ้านใหม่ บ้านมือสอง รวมถึงคอนโด 3. ธนาคารกรุงไทย (KTB) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านกรุงไทยมอบความคุ้มค่าด้วยอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เริ่มต้นเพียง 1.69% ต่อปี ในช่วง 3 เดือนแรก (สำหรับกลุ่มที่ทำประกันตามเงื่อนไข) โดดเด่นด้วยทางเลือกการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น…
ในปัจจุบัน เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ “Pet Parent” หรือการเลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าคอนโดส่วนใหญ่จะไม่ได้อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ แต่ก็มีตัวเลือกอย่าง “คอนโด Pet-Friendly” ที่ไม่เพียงแต่จะสามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว คอนโดเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการออกแบบและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสมาชิกสี่ขาของแต่ละบ้านด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 โครงการคอนโด Pet-Friendly ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันและการใช้ชีวิตที่ถูกใจทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคอนโด Pet-Friendly ให้เช่า หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง พร้อมเคล็ดลับสำคัญในการเลือกคอนโดให้ถูกใจทั้งพ่อหมาแม่แมวในทุกมิติ ปักหมุด 5 คอนโด Pet-Friendly น่าอยู่ เอาใจคนรักสัตว์ 1. เอ็ม จตุจักร สำหรับใครที่กำลังมองหาว่าคอนโดไหนบ้างที่เลี้ยงสัตว์ได้ แนวบีทีเอสสายสีเขียว ขอแนะนำเอ็ม จตุจักร ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน คอนโด Pet-Friendly ที่มีความโดดเด่นที่สุดในย่านนี้ โดยตัวโครงการถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Urban Forest” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตของคนและสัตว์เลี้ยงให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ภายในโครงการ นอกจากจุดเด่นด้านพื้นที่สีเขียวแล้ว โครงการยังตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: BTS สายสีเขียว สถานีสะพานควาย (500 เมตร),MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสวนจตุจักร (ุ600 เมตร) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (28.16 – 57.17 ตร.ม.), 2 ห้องนอน (49.83 – 80.64 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (119.55 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ห้องอ่านหนังสือ, ลู่จ๊อกกิ้ง, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: สวนจตุจักร, ตลาดนัดจตุจักร, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, โรงเรียนเซนต์จอห์น, โรงเรียนหอวัง, โรงพยาบาลวิมุต, โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน และโรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 คอนโดนี้เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายหลัก และชื่นชอบบรรยากาศใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28.0 ตารางเมตร คลิก 2. แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 นับเป็นอีกหนึ่ง คอนโด…
คอนโด Low Rise คือคอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น มักตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบในซอย หรือพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังคงเดินทางได้สะดวก จุดเด่นสำคัญคือจำนวนยูนิตที่ไม่มาก ทำให้ไม่รู้สึกแออัด ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหมือนอยู่ในบ้าน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบและความพลุกพล่านของคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดตึกสูงแบบ High Rise ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปเจาะลึกเสน่ห์ของคอนโดประเภทนี้ พร้อมแนะนำ 5 คอนโด Low Rise บนทำเลศักยภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาคอนโด Low Rise ในกทม. ที่รับรองว่าน่าอยู่และคุ้มค่าที่สุด 5 คอนโด Low Rise ที่น่าสนใจ 1. ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 หากคุณกำลังมองหาคอนโด Low Rise ในย่าน New CBD อย่างพระราม 9 ที่ตอบโจทย์การเดินทาง ติดทางด่วน เข้าเมืองง่าย ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โครงการนี้เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ที่เน้นความเป็นส่วนตัวท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ออกแบบภายใต้แนวคิด Rhythm of Nature ให้คุณได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแม้จะอยู่ใจกลางเมือง ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: ทางด่วนศรีรัช (800 เมตร) MRT สายสีน้ำเงิน สถานีพระรามเก้า (2 กม.) และ ARL สถานีรามคำแหง (3 กม.) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (31.50 – 46.0 ตร.ม.) และ 2 ห้องนอน (48.50 – 67.50 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: เซ็นทรัล พระราม 9, ฟอร์จูนทาวน์, โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ ซิตี้แคมปัส, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลปิยะเวท คอนโดนี้เหมาะกับใคร: คนทำงานย่านพระราม 9 – รัชดาฯ ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ยูนิตแนะนำ: 2…
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวยังส่งผลกระทบชัดเจนมาถึงประเทศไทย ทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้รับความเสียหายรุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้า ผู้เช่าคอนโดสุขุมวิทใจกลางเมือง หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมือสองในย่านต่างๆ การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่อาคารนั้นๆ ยังคงมีความแข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ในบทความนี้ พลัสฯ ได้รวบรวมคู่มือตรวจสอบอาคารหลัง แผ่นดินไหวฉบับเข้าใจง่าย พร้อม Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที ทำไมต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว? เนื่องจากแผ่นดินไหวสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้อาคารเกิดการโยกตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารจนเกิดความเสียหาย ตั้งแต่รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิวฉาบ ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงต่อเสาและคาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาคารแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บ้านพักอาศัย: สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ความเสียหายมักปรากฏให้เห็นที่ผนัง รั้ว หรือส่วนต่อเติมที่อาจมีการทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก อาคารสูงและคอนโดมิเนียม: อาคารเหล่านี้มักมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือน แต่หากการสั่นไหวรุนแรงเกินพิกัด ก็อาจเกิดรอยร้าวที่รอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้าง หรือความเสียหายต่อระบบภายในอาคารได้ แม้ว่ารอยแตกร้าวตามอาคารจะสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเสียหายที่มองไม่เห็น” เช่น รอยร้าวในคานที่อยู่เหนือฝ้าเพดาน หรือระบบท่อที่อาจรั่วซึมอยู่ภายในผนัง ที่หากปล่อยไว้ก็สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น การตรวจสอบโครงสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งภายนอกและภายใน Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเอง หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบลง และแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรเริ่มทำการสำรวจอาคารทันที โดยสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบความดิ่ง-ฉากของอาคาร ขั้นตอนการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเองอันดับแรก คือการตรวจสอบภาพรวมว่าอาคารมีการทรุดตัวหรือเอียงไปจากเดิมหรือไม่ โดยลองสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเสา ผนัง ฝ้า คาน ยังตั้งฉากกับพื้นดิน หรือขนานกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ หรืออาจนำลูกแก้ว ลูกบอลมาวางบนพื้น แล้วสังเกตว่าลูกบอลกลิ้งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความลาดเอียงของพื้นจากการทรุดตัว 2. ตรวจสอบสภาพรอยร้าว แม้ว่ารอยร้าวตัวอาคารจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เช่น รอยแตกลายงาเล็กๆ บนผิวปูนฉาบ หรือรอยร้าวแนวดิ่งบริเวณขอบวงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างหลัก การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้นจึงควรสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนักเป็นหลัก โดยเฉพาะรอยร้าวในลักษณะเอียงเฉียงๆ ทำมุมประมาณ 45 องศา และรอยร้าวที่มีการแยกออกกันอย่างชัดเจนจนเห็นโครงสร้างภายใน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาคารทรุดตัวและโครงสร้างเสียหาย 3. จดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรจดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว ทั้งจุดที่พบความเสียหาย รูปถ่าย ตำแหน่งและวันที่ตรวจ เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคต หรือใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้กับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญต่อไป การตรวจสอบระบบภายในอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกเหนือจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบประกอบอาคารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วมขัง หรือก๊าซระเบิดในอนาคต โดยมีระบบภายในที่ต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทั้งหมด 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1. ระบบท่อประปาและสุขาภิบาล…