ในความเข้าใจของคนทั่วไป การซื้อขายบ้านหรือคอนโดอาจดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ตกลงราคา จ่ายเงิน แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ แต่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้กลับมีรายละเอียดทางกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อน ที่หากมองข้ามขั้นตอนสำคัญไป ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้
ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรทราบ ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน การทำสัญญาที่รัดกุม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การซื้อขายบ้านหรือคอนโดของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด
ภาพรวมกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรรู้
ก่อนเข้าสู่รายละเอียดของสัญญาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ซื้อและผู้ขายควรทำความเข้าใจภาพรวมก่อนว่ากฎหมายกำหนดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไว้อย่างไรบ้าง โดยเริ่มต้นจาก
อสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายคืออะไร?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 นิยามคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” หมายถึง ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ทั้งที่ดินและทรัพย์สินที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมถึงสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นด้วย โดยตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น บ้านบางนา ทาวน์โฮม และคอนโดติดรถไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น
ขั้นตอนหลักในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
ด้วยข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝั่ง โดยสามารถสรุปลำดับขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้
- ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และภาระผูกพันของอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจ ทั้งจากโฉนดที่ผู้ขายถือครอง และตรวจสอบซ้ำที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าทรัพย์นั้นๆ ไม่มีภาระผูกพันที่ไม่ได้เปิดเผย
- เจรจาต่อรองราคาและวางเงินมัดจำ พร้อมทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อยืนยันเจตนาของทั้งสองฝ่ายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
- นัดวันทำสัญญาซื้อขาย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดิน
- เตรียมเอกสารและยื่นโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่
- ชำระค่าธรรมเนียมและรับโอนกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ในวันเดียวกันกับที่จดทะเบียนโอน
ขั้นตอนเหล่านี้ ถือเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายคอนโดมือสอง หรือบ้านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น การตรวจสอบเงื่อนไขบางประการร่วมกับนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ เป็นต้น
การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ขั้นตอนการทำสัญญา ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง เพราะหากดำเนินการผิดพลาด หรือมีข้อมูลในสัญญาที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้การซื้อขายล้มเหลวและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้
สัญญาจะซื้อจะขาย VS สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
หลายคนอาจสงสัยว่าสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ให้นิยามของ “สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์” ว่าเป็นข้อตกลงที่ผู้ขายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินให้ผู้ขายตามที่ตกลงกันไว้
โดยสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
1. สัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์จริง มักใช้ในช่วงที่ผู้ซื้อวางเงินมัดจำให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันและเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะซื้อ-ขายกันตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ เช่น ราคา วันโอน หรือเงื่อนไขการผ่อนชำระ
ตามมาตรา 456 วรรคสอง สัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลบังคับใช้ ก็ต่อเมื่อมีอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เกิดขึ้น
- มีหนังสือสัญญาที่ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย
- หรือมีการวางเงินมัดจำแล้ว
- หรือมีการชำระเงินบางส่วนไปแล้ว
2. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาซื้อขายที่ทำในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์จริง โดยต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้น จึงจะถือว่าการซื้อขายนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย
โดยกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ระบุว่า หากการซื้อขาย ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียมไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สัญญาซื้อขายนั้นจะถือเป็น “โมฆะ” แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้ผู้ขาย หรือมีการทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรทำความเข้าใจความแตกต่างของสัญญาทั้งสองรูปแบบให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง โดยสามารถสรุปได้ตามตารางนี้
| สัญญาจะซื้อจะขาย | สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด | |
|---|---|---|
| ทำเมื่อไหร่ | ช่วงวางเงินมัดจำ | วันโอนกรรมสิทธิ์จริง |
| ทำที่ไหน | ที่ไหนก็ได้ | ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้น |
| กรรมสิทธิ์โอนหรือยัง | ยังไม่โอน | โอนสมบูรณ์แล้ว |
| หากผิดสัญญา | ฟ้องร้องได้ (ถ้ามีหลักฐานตามกฎหมาย) | ถือว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ |
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนวางเงินมัดจำและเซ็นสัญญา
ก่อนตัดสินใจวางเงินมัดจำหรือเซ็นสัญญาใดๆ ผู้ซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดสำคัญต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะ
- ตรวจสอบชื่อเจ้าของโฉนดให้ตรงกับตัวผู้ขายที่มาทำสัญญาจริง
- ตรวจสอบภาระผูกพันต่างๆ เช่น การติดจำนอง หรือการถูกอายัดทรัพย์
- ตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ตรงกับที่ระบุไว้ในโฉนดจริง
- ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ระบุในสัญญา
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในทำเลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าคอนโดสุขุมวิทในทำเลใจกลางเมือง หรือคอนโดอ่อนนุชที่เข้าถึงง่าย การตรวจเอกสารและสัญญายังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้ว่าทำเลหรือตัวอสังหาริมทรัพย์เองจะดีแค่ไหน ถ้าขั้นตอนตามกฎหมายมีข้อผิดพลาด ปัญหาที่ตามมาย่อมไม่คุ้มที่จะเสี่ยงอย่างแน่นอน
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน
นอกจากการทำสัญญาซื้อขายให้ถูกต้องแล้ว ค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาฯ และภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ซื้อและผู้ขายต้องทำความเข้าใจเช่นกัน เพราะค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อรวมกันแล้วอาจสูงได้ถึงหลักหมื่นและแสนบาท
รายการค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องรู้ก่อนโอน
โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายในการโอนอสังหาฯ ที่สำนักงานที่ดินจะประกอบไปด้วยรายการหลักๆ ดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการโอน: คิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์
- ค่าอากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย (ขึ้นอยู่กับว่าราคาใดสูงกว่า) ในกรณีที่ผู้ขายถือครองทรัพย์สินเกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านมากกว่า 1 ปี โดยจะได้รับการยกเว้นเมื่อมีการจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% เฉพาะกรณีที่ผู้ขายถือครองทรัพย์สินไม่เกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านน้อยกว่า 1 ปี โดยจะได้รับการยกเว้นหากต้องจ่ายค่าอากรแสตมป์ หรือหากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายนั้น เป็นการได้มาจากมรดกตกทอด
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย: คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์และจำนวนปีที่ถือครอง ซึ่งมีวิธีคิดแตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
- บุคคลธรรมดา: หักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีที่ถือครอง (1- 8 ปีขึ้นไป หักค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 92% ถึง 50%) แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- นิติบุคคล: คิดในอัตราคงที่ 1% ของราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาขายจริง แล้วแต่ว่าราคาใดสูงกว่า
- ค่าจดจำนอง: คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ ในกรณีที่ผู้ซื้อขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อซื้อทรัพย์สิน
ตัวอย่าง
หากทรัพย์สินมีราคาประเมินอยู่ที่ 3 ล้านบาท ผู้ขายถือครองมาแล้วไม่เกิน 5 ปี และผู้ซื้อขอสินเชื่อจากธนาคารเต็มวงเงิน 3 ล้านบาท จะมีค่าใช้จ่ายในการโอนโดยประมาณดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการโอน 2% = 60,000 บาท
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% = 99,000 บาท
- ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ = 30,000 บาท
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด)
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมอาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐในแต่ละปี ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับกรมที่ดินหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งก่อนถึงวันโอนจริง เพื่อความแม่นยำในการวางแผนค่าใช้จ่าย
ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ในทางปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทมักมีธรรมเนียมตลาดที่กำหนดว่าฝ่ายใดควรเป็นผู้รับผิดชอบ ดังตารางสรุปต่อไปนี้
| รายการ | ผู้รับผิดชอบตามธรรมเนียมทั่วไป |
|---|---|
| ค่าธรรมเนียมการโอน (2%) | แบ่งจ่ายคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย |
| ค่าอากรแสตมป์ (0.5%) | ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบ |
| ภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%) | ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบ |
| ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบ |
| ค่าจดจำนอง (กรณีมีการกู้ธนาคาร) | ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบ |
ทั้งนี้ รายการข้างต้นเป็นเพียงธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในตลาดเท่านั้น ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถต่อรองและตกลงเปลี่ยนแปลงสัดส่วนความรับผิดชอบกันได้ตามความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย โดยควรระบุเงื่อนไขเหล่านี้ให้ชัดเจนในสัญญาซื้อขายตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์จริง
ให้พลัสฯ เป็นผู้ช่วยดูแลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณ
จากรายละเอียดทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากระบวนการและกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ นั้นมีความซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งในเรื่องของการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ การทำสัญญาให้ถูกต้อง ไปจนถึงการคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีต่างๆ ซึ่งหากดำเนินการโดยขาดความเชี่ยวชาญ ก็อาจเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่นำไปสู่ความเสียหายทางการเงินได้
ด้วยประสบการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 25 ปี พลัส พร็อพเพอร์ตี้พร้อมเป็นผู้ช่วยดูแลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
- การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และภาระผูกพันของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการซื้อขายที่ไม่โปร่งใส
- การร่างและตรวจสอบสัญญาซื้อขายให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ครอบคลุมทุกเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน
- การประสานงานและอำนวยความสะดวกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน เพื่อให้ขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องครบถ้วน
ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาบ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัว คอนโดให้เช่าในกรุงเทพฯ (Condo for rent in Bangkok) หรือต้องการที่ปรึกษามืออาชีพในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ พลัสฯ พร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การซื้อขายครั้งสำคัญของคุณเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ที่คุณไว้ใจ
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ใส่ใจทุกความต้องการ เชี่ยวชาญเรื่องการบริการแบบ 360° ครบ จบ ที่เดียว กับทีมงานระดับคุณภาพที่สั่งสมประสบการณ์มามากกว่า 25 ปี เป็นตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ รับฝากขายปล่อยเช่า และการซื้อขายคอนโด ครบทุกขั้นตอน พร้อมบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และการคัดสรรบ้านทำเลดี ด้วยทีมงานระดับคุณภาพ หากสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการคอนโดสามารถโทรติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ 02688 7555 หรือ คลิกที่นี่
บทความที่เกี่ยวข้อง
รู้จักกรรมสิทธิ์คอนโด ซื้อคอนโดได้สิทธิอะไรบ้าง?

ทำความรู้จักกรรมสิทธิ์คอนโด หรือกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างการเป็นเจ้าของคอนโดและการเป็นเจ้าของบ้าน อ่านต่อ
ขายคอนโดมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเคล็ดลับปล่อยห้องไว ได้กำไรดีฉบับมือโปร

ก่อนขายคอนโดมือสอง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง พลัสฯ มีคำตอบมาฝาก ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร ไปจนถึงเทคนิคการเจรจาต่อรอง อ่านต่อ
คู่มือผ่อนบ้าน 2569 เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มค่า พร้อมเทคนิคปิดหนี้เร็ว

ทำความเข้าใจเรื่องการผ่อนบ้านให้มากขึ้น เปรียบเทียบกับการเช่าว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่า พร้อมวิธีคำนวณดอกเบี้ย และเคล็ดลับผ่อนบ้านให้มีประสิทธิภาพ อ่านต่อ

























