คอนโด
บ้านเดี่ยว
อพาร์ทเม้นท์
ทาวน์โฮม
ที่ดิน
โรงแรม
ออฟฟิศ
โรงงาน

ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์

วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความยอดนิยม

บทความล่าสุด

Filter Articles TH
อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2569 ธนาคารไหนให้คุ้มสุด

อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2569 ธนาคารไหนให้คุ้มสุด

ก้าวเข้าสู่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่หลายคนเริ่มวางแผนสร้างรากฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสในการลงทุน หรือการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่ง และหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการซื้อบ้านในปัจจุบันนั้น คือ “ดอกเบี้ยบ้าน“ ที่หากไม่ได้ใส่ใจหรือศึกษาข้อมูลให้ดีพอ ดอกเบี้ยบ้านก็อาจสร้างภาระหนักให้เจ้าของบ้านได้ไม่น้อย และในทางตรงข้ามกัน ดอกเบี้ยบ้านก็สามารถช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไม่น้อยเช่นกัน ในบทความนี้ พลัสฯ จึงได้รวบรวมข้อมูลดอกเบี้ยบ้านทุกธนาคาร ฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2569 มาเปรียบเทียบกันชัดๆ เจาะลึกทั้งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย เงื่อนไขพิเศษ และเคล็ดลับในการเลือกสินเชื่อให้ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อให้การเป็นเจ้าของบ้านในฝันเป็นเรื่องที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุด เช็กดอกเบี้ยบ้านธนาคาร ล่าสุด 2569 ไม่ว่าคุณจะวางแผนขยับขยายสู่ครอบครัวใหญ่ในโครงการบ้านบางนาที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง หรือกำลังมองหาศักยภาพในการลงทุนกับคอนโดติดรถไฟฟ้า เพื่อการพักอาศัยที่คล่องตัวและโอกาสในการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า การเปรียบเทียบข้อมูลดอกเบี้ยบ้าน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดทางการเงิน โดยในปี 2569 นี้ พลัสฯ ได้รวบรวมโปรโมชันและข้อเสนอสินเชื่อที่น่าสนใจจากธนาคารชั้นนำมาให้พิจารณาดังนี้ 1. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านบัวหลวงมอบอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษสำหรับพนักงานที่มีรายได้ประจำ โดยมีทางเลือกเริ่มต้นปีแรกที่ 4.35% หรือเลือกอัตราลอยตัว MRR – 1.50% ในช่วง 2 ปีแรก สำหรับลูกค้าทั่วไปมีอัตราเริ่มต้นปีแรกที่ 4.85% โดยภาพรวมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) จะอยู่ระหว่าง 5.52% – 5.88% ต่อปี (อ้างอิง MRR 6.65%) วงเงินสูงสุด: รองรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป โดยแบ่งเกณฑ์ตามความต้องการ ทั้งกลุ่มวงเงิน 1-5 ล้านบาท และกลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมค่าธรรมเนียมการสำรวจและประเมินหลักประกันเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท ช่วยให้การวางแผนงบประมาณในช่วงเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้น 2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย โดดเด่นด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.99% ในปีแรก สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป (หรือผู้ประกอบการรายได้ 200,000 บาทขึ้นไป) และยังมีเรท 2.24% สำหรับรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ต้องมีการทำประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด วงเงินสูงสุด: กู้ได้สูงสุดถึง 100% ของราคาซื้อขายและราคาประเมิน (สำหรับลูกค้ากลุ่มพิเศษและโครงการที่กำหนด) ส่วนลูกค้าทั่วไปกู้ได้สูงสุด 90% โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 70 ปี) ครอบคลุมทั้งบ้านใหม่ บ้านมือสอง รวมถึงคอนโด 3. ธนาคารกรุงไทย (KTB) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านกรุงไทยมอบความคุ้มค่าด้วยอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เริ่มต้นเพียง 1.69% ต่อปี ในช่วง 3 เดือนแรก (สำหรับกลุ่มที่ทำประกันตามเงื่อนไข) โดดเด่นด้วยทางเลือกการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น…

pet-friendly-condo-bangkok

แนะนำ 5 คอนโด Pet-Friendly สำหรับครอบครัวสี่ขา

ในปัจจุบัน เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ “Pet Parent” หรือการเลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าคอนโดส่วนใหญ่จะไม่ได้อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ แต่ก็มีตัวเลือกอย่าง “คอนโด Pet-Friendly” ที่ไม่เพียงแต่จะสามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว คอนโดเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการออกแบบและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสมาชิกสี่ขาของแต่ละบ้านด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 โครงการคอนโด Pet-Friendly ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันและการใช้ชีวิตที่ถูกใจทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคอนโด Pet-Friendly ให้เช่า หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง พร้อมเคล็ดลับสำคัญในการเลือกคอนโดให้ถูกใจทั้งพ่อหมาแม่แมวในทุกมิติ ปักหมุด 5 คอนโด Pet-Friendly น่าอยู่ เอาใจคนรักสัตว์ 1. เอ็ม จตุจักร สำหรับใครที่กำลังมองหาว่าคอนโดไหนบ้างที่เลี้ยงสัตว์ได้ แนวบีทีเอสสายสีเขียว ขอแนะนำเอ็ม จตุจักร ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน คอนโด Pet-Friendly ที่มีความโดดเด่นที่สุดในย่านนี้ โดยตัวโครงการถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Urban Forest” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตของคนและสัตว์เลี้ยงให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ภายในโครงการ นอกจากจุดเด่นด้านพื้นที่สีเขียวแล้ว โครงการยังตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: BTS สายสีเขียว สถานีสะพานควาย (500 เมตร),MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสวนจตุจักร (ุ600 เมตร) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (28.16 – 57.17 ตร.ม.), 2 ห้องนอน (49.83 – 80.64 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (119.55 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ห้องอ่านหนังสือ, ลู่จ๊อกกิ้ง, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: สวนจตุจักร, ตลาดนัดจตุจักร, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, โรงเรียนเซนต์จอห์น, โรงเรียนหอวัง, โรงพยาบาลวิมุต, โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน และโรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 คอนโดนี้เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายหลัก และชื่นชอบบรรยากาศใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28.0 ตารางเมตร คลิก 2. แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 นับเป็นอีกหนึ่ง คอนโด…

รวม 5 คอนโด Low Rise บรรยากาศน่าอยู่ ส่วนกลางครบครัน ตอบโจทย์คนรักความสงบ

คอนโด Low Rise คือคอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น มักตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบในซอย หรือพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังคงเดินทางได้สะดวก จุดเด่นสำคัญคือจำนวนยูนิตที่ไม่มาก ทำให้ไม่รู้สึกแออัด ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหมือนอยู่ในบ้าน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบและความพลุกพล่านของคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดตึกสูงแบบ High Rise ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปเจาะลึกเสน่ห์ของคอนโดประเภทนี้ พร้อมแนะนำ 5 คอนโด Low Rise บนทำเลศักยภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาคอนโด Low Rise ในกทม. ที่รับรองว่าน่าอยู่และคุ้มค่าที่สุด 5 คอนโด Low Rise ที่น่าสนใจ 1. ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 หากคุณกำลังมองหาคอนโด Low Rise ในย่าน New CBD อย่างพระราม 9 ที่ตอบโจทย์การเดินทาง ติดทางด่วน เข้าเมืองง่าย ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โครงการนี้เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ที่เน้นความเป็นส่วนตัวท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ออกแบบภายใต้แนวคิด Rhythm of Nature ให้คุณได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแม้จะอยู่ใจกลางเมือง ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: ทางด่วนศรีรัช (800 เมตร) MRT สายสีน้ำเงิน สถานีพระรามเก้า (2 กม.) และ ARL สถานีรามคำแหง (3 กม.) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (31.50 – 46.0 ตร.ม.) และ 2 ห้องนอน (48.50 – 67.50 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: เซ็นทรัล พระราม 9, ฟอร์จูนทาวน์, โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ ซิตี้แคมปัส, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลปิยะเวท คอนโดนี้เหมาะกับใคร: คนทำงานย่านพระราม 9 – รัชดาฯ ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ยูนิตแนะนำ: 2…

รวมแนวทางตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้น ต้องเช็กอะไรบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวยังส่งผลกระทบชัดเจนมาถึงประเทศไทย ทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้รับความเสียหายรุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้า ผู้เช่าคอนโดสุขุมวิทใจกลางเมือง หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมือสองในย่านต่างๆ การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่อาคารนั้นๆ ยังคงมีความแข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ในบทความนี้ พลัสฯ ได้รวบรวมคู่มือตรวจสอบอาคารหลัง แผ่นดินไหวฉบับเข้าใจง่าย พร้อม Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที ทำไมต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว? เนื่องจากแผ่นดินไหวสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้อาคารเกิดการโยกตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารจนเกิดความเสียหาย ตั้งแต่รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิวฉาบ ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงต่อเสาและคาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาคารแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บ้านพักอาศัย: สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ความเสียหายมักปรากฏให้เห็นที่ผนัง รั้ว หรือส่วนต่อเติมที่อาจมีการทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก อาคารสูงและคอนโดมิเนียม: อาคารเหล่านี้มักมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือน แต่หากการสั่นไหวรุนแรงเกินพิกัด ก็อาจเกิดรอยร้าวที่รอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้าง หรือความเสียหายต่อระบบภายในอาคารได้ แม้ว่ารอยแตกร้าวตามอาคารจะสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเสียหายที่มองไม่เห็น” เช่น รอยร้าวในคานที่อยู่เหนือฝ้าเพดาน หรือระบบท่อที่อาจรั่วซึมอยู่ภายในผนัง ที่หากปล่อยไว้ก็สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น การตรวจสอบโครงสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งภายนอกและภายใน Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเอง หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบลง และแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรเริ่มทำการสำรวจอาคารทันที โดยสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบความดิ่ง-ฉากของอาคาร ขั้นตอนการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเองอันดับแรก คือการตรวจสอบภาพรวมว่าอาคารมีการทรุดตัวหรือเอียงไปจากเดิมหรือไม่ โดยลองสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเสา ผนัง ฝ้า คาน ยังตั้งฉากกับพื้นดิน หรือขนานกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ หรืออาจนำลูกแก้ว ลูกบอลมาวางบนพื้น แล้วสังเกตว่าลูกบอลกลิ้งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความลาดเอียงของพื้นจากการทรุดตัว 2. ตรวจสอบสภาพรอยร้าว แม้ว่ารอยร้าวตัวอาคารจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เช่น รอยแตกลายงาเล็กๆ บนผิวปูนฉาบ หรือรอยร้าวแนวดิ่งบริเวณขอบวงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างหลัก การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้นจึงควรสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนักเป็นหลัก โดยเฉพาะรอยร้าวในลักษณะเอียงเฉียงๆ ทำมุมประมาณ 45 องศา และรอยร้าวที่มีการแยกออกกันอย่างชัดเจนจนเห็นโครงสร้างภายใน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาคารทรุดตัวและโครงสร้างเสียหาย 3. จดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรจดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว ทั้งจุดที่พบความเสียหาย รูปถ่าย ตำแหน่งและวันที่ตรวจ เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคต หรือใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้กับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญต่อไป การตรวจสอบระบบภายในอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกเหนือจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบประกอบอาคารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วมขัง หรือก๊าซระเบิดในอนาคต โดยมีระบบภายในที่ต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทั้งหมด 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1. ระบบท่อประปาและสุขาภิบาล…

รวม 5 คอนโดติดรถไฟฟ้ามือสอง ราคาเป็นมิตร อยู่แล้วจะติดใจ

คอนโดติดรถไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมที่วัยทำงานและนักลงทุนต่างก็มองหา แต่เมื่อพูดถึงคอนโดเหล่านี้ หลายคนมักนึกถึงคอนโดโครงการใหม่ที่มีราคาสูงลิ่ว แต่ในความเป็นจริงแล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ามือสองหลายๆ แห่ง ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะได้ทำเลศักยภาพในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าแล้ว หลายๆ แห่งก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจ ไม่แพ้คอนโดสร้างใหม่เลย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปเจาะลึก 5 โครงการคอนโดติดรถไฟฟ้ามือสองที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ทำเล ราคา และคุณภาพชีวิต พร้อมเจาะลึกเทคนิคการเลือกซื้อคอนโดมือสองให้คุ้มค่า ไม่ว่าคุณจะซื้อหรือเช่าเพื่ออยู่อาศัย หรือต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รับรองว่าตรงใจแน่นอน 5 คอนโดติดรถไฟฟ้ามือสองที่น่าสนใจ 1. เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต คอนโดติดรถไฟฟ้ามือสองใจกลางย่านจตุจักรที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยอาคาร 43 ชั้น พร้อมบรรยากาศวิวใจกลางเมือง กับทำเลที่ติดรถไฟฟ้าถึง 2 สาย และทางด่วนสายสำคัญ สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ชิดแหล่งงานในย่านจตุจักร – วิภาวดี และใกล้สวนสาธารณะใหญ่ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกสไตล์ พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในและภายนอกโครงการที่ครบครัน จัดว่าเป็นหนึ่งในคอนโดติดรถไฟฟ้ามือสองในทำเลที่น่าสนใจไม่น้อย ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: BTS สถานีหมอชิต และ MRT สถานีสวนจตุจักร (300 เมตร), ทางพิเศษดอนเมืองโทลล์เวย์ (2 กม.) ทางพิเศษศรีรัช (2.5 กม.) รูปแบบห้อง: 1 ห้องนอน (25.25-47 ตร.ม.) 2 ห้องนอน (53.5-103.75 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (77.75-105.75 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สวนหย่อม, สนามเด็กเล่น, สระว่ายน้ำ, ห้องสมุด, ห้องสมุด, ฟิตเนส, ที่ชาร์จ EV และการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง สถานที่ใกล้เคียง: สวนวชิรเบญจทัศ, ตลาดนัดจตุจักร, ยูเนี่ยนมอลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, โรงเรียนเซนต์จอห์น, โรงเรียนหอวัง, โรงเรียนนานาชาติเซนต์ สตีเฟ่นส์, โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน, โรงพยาบาลวิมุต, โรงพยาบาลวิชัยยุทธ คอนโดนี้เหมาะกับใคร: พนักงานออฟฟิศที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทางเข้าเมือง ใกล้สวนสาธารณะและโซนออฟฟิศ ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 26.35 ตารางเมตร คลิก 2. ดีคอนโด สุขุมวิท 109 คอนโด Low Rise 2 อาคาร 8 ชั้น ในทำเลสุขุมวิทตอนปลาย มาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงง่าย และบรรยากาศที่สงบสุขภายในซอยสุขุมวิท 109 ที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน…

แนะนำ 5 โครงการบ้านเดี่ยวบางนาน่าอยู่ ทำเลดี

หากพูดถึงทำเลที่พักอาศัยที่มาแรงและถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “บางนา” คือชื่อแรกๆ ที่เหล่านักลงทุนและครอบครัวที่กำลังมองหาบ้านพักอาศัยมักนึกถึง โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวบางนาต่างๆ ที่กลายเป็นเป้าหมายหลักของครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายไม่ต่างจากใจกลางเมือง ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปพบกับ 5 โครงการบ้านเดี่ยว บางนาที่น่าสนใจ พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิต พร้อมแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณค้นพบบ้านบางนาที่ถูกใจ ตรงความต้องการในงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด 5 โครงการบ้านเดี่ยวบางนาที่น่าสนใจ 1. นาราสิริ บางนา โครงการบ้านเดี่ยวบางนาระดับ Luxury ทำเลบางนา กม. 10 ที่เข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก ติดทางด่วนสายสำคัญ ภายในโดดเด่นด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ให้กลิ่นอายความหรูหราของ “มหานครนิวยอร์ก” สะท้อนการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ ภายในบ้านเดี่ยว 2 ชั้นที่มีพื้นที่กว้างขวาง พื้นที่ส่วนกลางที่ครบครันสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกเพศ ทุกวัย และความเป็นส่วนตัวเพียง 56 ยูนิต เพื่อการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: ทางพิเศษบูรพาวิถีและวงแหวนกาญจนาภิเษก (1 กิโลเมตร) MRT สายสีเหลือง สถานีศรีเอี่ยม (7 กิโลเมตร) พื้นที่ใช้สอย: 400-687 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: Clubhouse, ห้องประชุม, สนามเด็กเล่น, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวนหย่อม, ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: เมกา บางนา, เซ็นทรัล วิลเลจ, เซ็นทรัล บางนา, D-PREP International School, The American School Of Bangkok Green Valley, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลศิครินทร์ บ้านนี้เหมาะกับใคร: นักธุรกิจและครอบครัวขนาดกลาง-ใหญ่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตและความเป็นส่วนตัวในโครงการบ้านเดี่ยวบางนา ยูนิตแนะนำ: 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 400 ตารางเมตร คลิก 2. ลัดดารมย์ บางนา ลัดดารมย์ บางนา โครงการบ้านเดี่ยวบางนา-ตราดในทำเลที่น่าสนใจ ไม่ไกลจากห้างเมกา บางนาและทางด่วนสายสำคัญ ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและการใช้ชีวิต ภายในออกแบบมาด้วยความเรียบง่ายสไตล์ New Modern Elite ที่แฝงความเรียบหรู ตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายในโครงการบางนาด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และการใช้ชีวิตในย่านบางนาอย่างมีระดับ ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: ทางพิเศษบูรพาวิถีและวงแหวนกาญจนาภิเษก (1.5 กิโลเมตร) MRT สายสีเหลือง สถานีศรีเอี่ยม (7 กิโลเมตร) พื้นที่ใช้สอย: 291-329 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ,…

ข่าวสารจากพลัสฯ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ แนะอาคารรับมือช่วงหน้าร้อน ชี้แผน “คุมต้นทุนค่าไฟ – เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน”

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายว่าฤดูร้อนปี 2569 จะเริ่มราวปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ และมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงกว่าปี 2568 โดยในบางจังหวัดอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 42–43 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังอาจมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานของอาคาร โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ให้ข้อเสนอแนะว่า “ในช่วงฤดูร้อน ค่าไฟของอาคารมักเพิ่มสูงขึ้น เพราะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร โดยปกติแล้ว ค่าไฟฟ้าที่มาจากระบบปรับอากาศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50–60% ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมด ดังนั้น ช่วงหน้าร้อนจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเป็นพิเศษ เพื่อควบคุมต้นทุนและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น” เตรียมความพร้อมระบบปรับอากาศ ลดภาระค่าไฟ สิ่งแรกที่ควรดูแลคือ ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการใช้พลังงานในอาคาร โดยควรตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ การตั้งค่าอุณหภูมิ และการจ่ายลมเย็นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงอุปกรณ์เครื่องจักรได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ตามวงรอบที่กำหนด เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ การตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมและดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ส่วนต่างๆ เช่น แผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ส่วนที่แลกเปลี่ยนความร้อนไม่ว่าจะเป็นคอยล์ และคอยล์เย็น ให้ปราศจากฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรก จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากอุปกรณ์ต้องทำงานหนัก 100% อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำให้สิ้นเปลืองพลังงานสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ หากระบบขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม อุปกรณ์จะทำงานหนักกว่าที่ควร ส่งผลให้การใช้ไฟเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขัดข้องในช่วงที่มีการใช้งานหนาแน่น ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อาคารในวงกว้าง จัดการโหลดไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายช่วงพีก (On Peak) อีกประเด็นที่ผู้ดูแลอาคารควรให้ความสำคัญ คือ “ช่วงเวลาการใช้ไฟ” เพราะค่าไฟไม่ได้คิดอัตราเดียวตลอดทั้งวัน ในความเป็นจริง ค่าไฟจะแบ่งเป็นช่วงที่อัตราค่าไฟสูงกว่า (On-Peak) และอัตราค่าไฟต่ำกว่า (Off-Peak) หากอาคารมีความต้องการใช้ไฟ ณ ขณะหนึ่ง หรือมีปริมาณการใช้ไฟจำนวนมากในช่วงที่อัตราค่าไฟสูง (On-Peak) ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มสูงขึ้นทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของรูปแบบของมิเตอร์ไฟฟ้า โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟหลักที่อาคารส่วนใหญ่ใช้อยู่ มี 2 รูปแบบ คือ TOD (Time of Day) จะกำหนดช่วงเวลาค่าไฟเหมือนกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ช่วงอัตราสูง (โดยมากเป็นช่วงเย็นที่มีความต้องการใช้ไฟสูง) ช่วงอัตราปานกลาง และช่วงอัตราต่ำ (ช่วงกลางคืน) TOU (Time of Use) จะแยกช่วงเวลาตามวันทำงานและวันหยุดอย่างชัดเจน โดยวันทำงานช่วงกลางวันจะเป็นช่วงค่าไฟสูง ส่วนกลางคืนและวันหยุดจะคิดในอัตราต่ำกว่า ความแตกต่างนี้มีผลต่อการบริหารต้นทุนโดยตรง เพราะหากอาคารใช้อัตราแบบ TOU และมีการใช้ไฟหนาแน่นในช่วงกลางวันของวันทำงาน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นทันที ในทางกลับกัน หากสามารถวางแผนเลื่อนการใช้งานอุปกรณ์บางประเภท หรือกระจายโหลดไฟไปยังช่วงที่ค่าไฟต่ำกว่าได้ ก็จะช่วยควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบคุณภาพการใช้งาน ดูแลระบบระบายอากาศและระบบน้ำให้พร้อม นอกจากระบบปรับอากาศแล้ว ระบบเติมและระบายอากาศ ก็ควรตรวจสอบให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร ไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป ขณะเดียวกัน ในช่วงอากาศร้อน…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยบทบาท Trusted Partner ดูแลอาคาร 4 องค์กรชั้นนำ ครองใจลูกค้าเกือบ 20 ปี

• พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยแนวทางการบริหารอาคารองค์กรชั้นนำของไทย 4 แห่ง ได้แก่ ทิสโก้ ทาวเวอร์ (Tisco) เอ็มเอสไอจี (MSIG) เจียไต๋ (Chia Tai) และ ดับบลิวเอชเอ (WHA) • พลัสฯ ให้บริการ Facility Management โดยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้ง 4 รายให้บริหารอาคารอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นสัญญาจนถึงปัจจุบัน ยาวนานสูงสุดเกือบ 20 ปี • ผลการดำเนินงานได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าเฉลี่ยถึง 98% พร้อมคะแนนประเมินคุณภาพการให้บริการในระดับ A • แนวทางการทำงานมุ่งเน้นบทบาท “พาร์ทเนอร์ที่เป็นคู่คิด” ให้คำปรึกษาและร่วมบริหารต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับแนวทางบริหารให้สอดคล้องกับตัวอาคาร พร้อมเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว พลัส พร็อพเพอร์ตี้ (ในเครือแสนสิริ) ผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Facility Management ผ่านการบริหารจัดการอาคารสำนักงานขององค์กรชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ (Tisco) เอ็มเอสไอจี (MSIG) เจียไต๋ (Chia Tai) และ ดับบลิวเอชเอ (WHA) ทั้งนี้ ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลอาคารอย่างต่อเนื่องยาวนานสูงสุดเกือบ 20 ปี นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การบริหารอาคารสำนักงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลระบบอาคารเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจทั้งรูปแบบการใช้งาน โครงสร้างองค์กร และทิศทางธุรกิจของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การออกแบบแนวคิดการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับแต่ละอาคาร ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการอาคารและระบบวิศวกรรมอาคารที่สั่งสมมากว่า 30 ปี พลัสฯ จึงสามารถนำความเชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์แนวทางการบริหารที่เหมาะสม และให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในแต่ละโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาคารสำนักงาน ทิสโก้ทาวเวอร์: ระยะเวลาบริหาร 18 ปี อาคารนิติบุคคลอาคารชุด ยมราช หรือที่รู้จักในนามของ ทิสโก้ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในย่านสาทร-สีลม โดยมีลักษณะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดประกอบด้วยเจ้าของร่วมเป็นสมาชิก ดังนั้นโครงสร้างการบริหารจัดการจึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายฝ่าย ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการดำเนินงานของอาคารสำนักงาน ขณะเดียวกัน ด้วยอายุอาคารที่ยาวนานเกือบ 30 ปี แนวทางการบริหารจึงให้ความสำคัญกับการดูแลระบบประกอบอาคารและการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์และควบคุมต้นทุนในระยะยาว โดยพลัสฯ ได้วางแผนงบประมาณในรูปแบบ Life Cycle Cost ระยะ 5–10 ปี ครอบคลุมการซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ ให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักรหลัก ตลอดจนการบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของอาคาร เพื่อรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาคารสำนักงาน เอ็มเอสไอจี: ระยะเวลาบริหาร 12 ปี อาคารสำนักงาน MSIG ตั้งอยู่ในโซนห้วยขวาง ด้วยลักษณะธุรกิจประกันภัยที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและความทันสมัยของระบบการดำเนินงาน ซึ่งอาคารมีอายุการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว จึงได้มีการนำเสนอแผนปรับปรุงอาคารเมื่อเริ่มเข้าบริหารอาคาร โดยจัดทำแผนปรับปรุงอาคาร ทั้งการรีโนเวทพื้นที่และการปรับเปลี่ยนระบบต่าง…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เทียบผลงาน 10 บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ ปี 68 ชี้ 4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนอสังหาฯ ไทย

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอตัวลง ขณะที่ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ปรับลดลงตามข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวม การโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเติบโต สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อบ้านมือสองในสัดส่วนที่มากขึ้น เนื่องจากมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ดังนั้นปีที่ผ่านมาบริษัทอสังหาฯ ต้องมีการปรับกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ทุกบริษัทมีรายได้และกำไรลดลงมากน้อยแตกต่างกันไป โดยแสนสิริสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้าอันดับ 1 ผู้ประกอบการที่ทำกำไรได้สูงสุด สะท้อนถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และแบรนด์แข็งแกร่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้พัฒนารายใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ ผ่านวินัยทางการเงิน การควบคุมต้นทุน และการเลือกเปิดโครงการในทำเลที่มีดีมานด์ชัดเจน (Real Demand) โดยเฉพาะตลาดระดับบนในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งยังมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งรองรับ โครงการ BUGAAN VOYY KRUNGTHEP KREETHA จากแสนสิริ อันดับ 1 แสนสิริ มีกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท รายได้รวม 34,395 ล้านบาท มีพอร์ตการลงทุนที่สมดุล สามารถรักษาอัตรากำไร ควบคุม SG&A อย่างมีวินัย และการเร่งโอนโครงการพร้อมอยู่ในช่วงปลายปี ส่งผลให้กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพในระยะยาว อันดับ 2 เอพี ไทยแลนด์ มีกำไรสุทธิ 4,317 ล้านบาท รายได้รวม 37,626 ล้านบาท มุ่งเดินเกมเติบโตเชิงคุณภาพต่อในปี 69 ควบคู่โครงสร้างการเงินที่มั่นคง และความร่วมมือพันธมิตรระดับสากล อันดับ 3 ศุภาลัย มีกำไรสุทธิ 4,015 ล้านบาท รายได้รวม 24,772 ล้านบาท มีการกระจายพอร์ตทั้งกรุงเทพฯ ภูมิภาค และต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ช่วยสร้างฐานรายได้ระยะยาว อันดับ 4 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กำไรสุทธิ 3,716 ล้านบาท รายได้ 23,200 ล้านบาท อันดับ 5 ควอลิตี้เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 1,728 ล้านบาท รายได้ 7,882 ล้านบาท อันดับ 6 เอสซี แอสเสท มีกำไรสุทธิ 1,533 ล้านบาท รายได้ 20,649 ล้านบาท อันดับ 7 แอสเซทไวส์ มีกำไรสุทธิ 1,078 ล้านบาท รายได้ 9,419 ล้านบาท อันดับ 8…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมโครงการนำร่องคัดแยกขยะฯ กทม. ขานรับนโยบาย “ไม่เทรวม”

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม “โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร” (Pilot Project for Household Waste Sorting in Bangkok Condominiums) ภายใต้ความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (DEPA) สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย และ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบจัดการขยะในอาคารชุด ซึ่งสอดรับกับนโยบาย “ไม่เทรวม” และข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2568 โครงการเริ่มนำร่องในพื้นที่คลองเตยและวัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง โดย โครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การบริหารจัดการของพลัสฯ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สิริ แอท สุขุมวิท, เดอะ เบส สุขุมวิท 77 และ ไอดิโอ มอร์ฟ 38 โดยพลัสฯ และผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด รวมถึง เครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ประกาศเจตนารมย์โดยพร้อมเพรียงกันในการเข้าร่วมโครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนฯ เพื่อสร้างต้นแบบและระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ในงานแถลงข่าวโครงการฯ ที่จัดขึ้น ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ภาครัฐ-เอกชน ร่วมศึกษาดูงาน ณ สิริ แอท สุขุมวิท ภายหลังพิธีประกาศเจตนารมย์ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมทั้ง H.E. Mr. Danny Annan เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย, ผู้แทน DEPA และ กทม. รวมถึงสื่อมวลชน เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ โครงการสิริ แอท สุขุมวิท (โครงการภายใต้แบรนด์แสนสิริ) โดยทีมงานพลัสฯ ให้การต้อนรับ และพาชมแนวทางในการจัดการขยะภายในโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อนำไปเป็นข้อมูล และเป็นต้นแบบในการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีให้กับโครงการอื่น ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ พลัสฯ ดำเนินการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโครงการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารสิ่งแวดล้อม ISO 14001 พร้อมทั้งมีการจัดทำโครงการ “Waste to WORTH” ซึ่งในปีนี้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 6 เพื่อพัฒนาโครงสร้างการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยพลัสฯ ให้ความสำคัญทั้งกับการจัดเตรียมพื้นที่ทิ้งและคัดแยกขยะอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสื่อสารและให้ความรู้แก่ผู้อยู่อาศัย เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและความเข้าใจในการแยกขยะอย่างถูกต้อง ปัจจุบัน ทุกโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารจัดการของพลัสฯ เข้าร่วมนโยบาย “ไม่เทรวม” ของ…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ‘ก้าวสู่ปีที่ 30’ เผยทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจ ปี 69 ตั้งเป้ารายได้ 2,100 ล้านบาท

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง Property Management คุณภาพของไทย กางกลยุทธ์ปี 2569 ดัน ‘Luxury Management’ เจาะตลาดพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการและความใส่ใจดูแลลูกค้า ซึ่งเป็น DNA ที่แข็งแกร่ง ตั้งเป้าดันรายได้สู่ 2,100 ล้านบาท ก้าวสู่ปีที่ 30 อย่างมั่นคง บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำอันดับหนึ่งด้านคุณภาพบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Moving Forward with Resilience” มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการ ควบคู่การบริหารจัดการเชิงรุกท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจ ปีที่ผ่านมา บริษัทสร้างรายได้รวมกว่า 1,900 ล้านบาท จากกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ บริหารจัดการโครงการที่พักอาศัย (Living Management), บริหารจัดการอาคารเชิงพาณิชย์ (Facility Management) ที่ปรึกษาด้านระบบวิศวกรรมอาคาร (Engineering Solutions) ภายใต้แบรนด์ Touch Property บริหารการตลาดและตัวแทนซื้อ-ขาย-เช่า (Asset Management) เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ภายใต้แบรนด์ LIV-24 ปัจจุบัน พลัสฯ ดูแลลูกค้ากว่า 440 โครงการทั่วประเทศ ทุกประเภท ทุกเซกเมนต์ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 20.2 ล้าน ตร.ม. โดยสามารถคว้าคะแนนประเมินจากลูกค้า สูงกว่า 90% ถึง 2 ปีซ้อน ในปี 2567-2568 สะท้อนภาพความสำเร็จที่พลัสฯ มุ่งส่งมอบบริการคุณภาพให้กับลูกค้าตลอดมา โดยพลัสฯ ตั้งเป้ารักษาระดับคะแนนต่อเนื่องในปีนี้ นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า พลัสฯ มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ แม้ตลาดยังมีความท้าทาย โดยประเมินว่าธุรกิจ Property Management ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานของโครงการอสังหาริมทรัพย์ สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และความต้องการเช่าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยในโครงการคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือ ทาวน์โฮม ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริหารจัดการในระยะยาว หรือกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการรักษามูลค่าทรัพย์สินและเพิ่มความสามารถในการปล่อยเช่า การบริหารจัดการที่มีมาตรฐานจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ Property Management จึงไม่ใช่เพียงงานดูแลอาคาร หากแต่เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างให้โครงการ โดยเฉพาะในเซกเมนต์ระดับบน ซึ่งการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานระดับพรีเมียมมีผลโดยตรงต่อการรักษามูลค่าทรัพย์สิน และยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว 4…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชวนลูกบ้านร่วมภารกิจยั่งยืน ส่งมอบขยะรีไซเคิล แปรรูปสู่สนามเด็กเล่นรักษ์โลก

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชวนลูกบ้านร่วมภารกิจยั่งยืน ส่งมอบขยะรีไซเคิล แปรรูปสู่สนามเด็กเล่นรักษ์โลก

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าภารกิจด้านความยั่งยืน สานต่อความร่วมมือแสนสิริ และพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ชวนลูกบ้านคัดแยกขยะ เพื่อนำไปรีไซเคิล และแปรรูปสู่สนามเด็กเล่นรักษ์โลกในโครงการแสนสิริ   รวบรวมขยะรีไซเคิลเพื่อส่งต่อ ตั้งต้นที่คอมมูนิตี้ T77 และ The Society Phuket โดยพลัสฯ ร่วมเป็นกำลังสำคัญผลักดันการคัดแยกขยะของลูกบ้าน เพื่อส่งต่อไปยังพันธมิตร สู่ขั้นตอนรีไซเคิลและอัพไซเคิล   ร่วมเติมเต็มห่วงโซ่การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ต้นทางการคัดแยกขยะ การขนส่ง สู่การนำไปแปรรูปที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง   ต่อยอดความสำเร็จโครงการ “waste to WORTH” ส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีให้ลูกบ้าน โดยปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์รียูสและรีไซเคิลในโครงการได้ถึง 36%   พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับแสนสิริและพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ชวนลูกบ้านเข้าร่วมภารกิจสีเขียว ผ่านโครงการ waste to WORTH ร่วมคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีและส่งมอบขยะรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง ตอกย้ำบทบาทของ Property Management ที่ไม่ได้ดูแลเพียงคุณภาพการอยู่อาศัย แต่ยังขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบในชุมชน พลัสฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านภารกิจ “พลัสก่อการดี” โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ Waste to WORTH ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องสู่ปีที่ 6 โดยมุ่งสร้างกลไกการคัดแยกขยะจากต้นทางภายในโครงการที่ดูแล ทั้งการจัดจุดรับขยะรีไซเคิลและการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง โดยผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พลัสฯ สามารถเพิ่มปริมาณขยะประเภทรียูสและรีไซเคิลในโครงการได้ 36% เมื่อเทียบกับปี 2023 และตั้งเป้าในปี 2026 ลดปริมาณขยะรวมลง 5% พร้อมเพิ่มสัดส่วนขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์เป็น 44% ของปริมาณขยะทั้งหมด ในปีนี้ พลัสฯ เดินหน้าเจตนารมย์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยได้สานต่อความร่วมมือกับแสนสิริ และพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ WasteBuy Delivery, GC YOUเทิร์น และปันปันเพลย์กราวด์ เพื่อเติมเต็มห่วงโซ่การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพลัสฯ มีบทบาทในการรวบรวมขยะรีไซเคิลจากต้นทางร่วมกับลูกบ้านในโครงการแสนสิริที่พลัสฯ ดูแล นำร่องด้วยโครงการในคอมมูนิตี้ T77 คอมมูนิตี้สีเขียวที่สมบูรณ์แบบที่สุดใจกลางเมือง และ The Society Phuket โซเชียล สเปซ แห่งแรกของแสนสิริในภูเก็ตใจกลางย่านบางเทา – เชิงทะเล จากนั้นขยะรีไซเคิลจะถูกนำเข้าสู่ห่วงโซ่การจัดการขยะ โดยมี WasteBuy Delivery รับหน้าที่ขนส่งขยะรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ ก่อนส่งต่อให้ GC YOUเทิร์น แปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และนำไปออกแบบผลิตเป็นเครื่องเล่นสนามเด็กเล่นโดยปันปันเพลย์กราวด์ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและการใช้งานจริง โดยเครื่องเล่นจะถูกนำไปติดตั้งในโครงการของแสนสิริ ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ได้แก่โครงการ อณาสิริ ราชพฤกษ์–ตัดใหม่, เมเบิล ราชพฤกษ์–ตัดใหม่, สิริเพลส ราชพฤกษ์–ตัดใหม่ และอณาสิริ เวลล์ ป่าคลอก (ภูเก็ต) ความร่วมมือกับแสนสิริและพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้…