คอนโด
บ้านเดี่ยว
อพาร์ทเม้นท์
ทาวน์โฮม
ที่ดิน
โรงแรม
ออฟฟิศ
โรงงาน

ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์

วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความยอดนิยม

บทความล่าสุด

Filter Articles TH

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชี้ “5 ปัจจัยสร้างมูลค่าอสังหาฯ” ท่ามกลางตลาดที่เปลี่ยนแปลง

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้หายไป เพียงแต่กำลังปรับรูปแบบไปตามบริบทของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ภาพที่เห็นชัดคือ ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเลือกบ้านมือสองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากระดับราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน ตลาดเช่ายังคงเติบโต จากทั้งข้อจำกัดด้านสินเชื่อและความต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ กำลังสะท้อน “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ภาระทางการเงิน และความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น การตัดสินใจขึ้นอยู่กับว่า “สินทรัพย์ที่เลือก จะสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และสร้างมูลค่าได้ในอนาคตต่อไปหรือไม่” ภายใต้บริบทนี้ โอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเช่า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากชาวต่างชาติที่มองหาบ้านหลังที่สองในไทย รวมถึงการลงทุน โดยเฉพาะในโซนภูเก็ตที่เรียกได้ว่ายังบูมต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองก็ให้ความสำคัญกับศักยภาพของสินทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการลักซัวรีที่ตลาดยังขยายตัว และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัย กล่าวได้ว่า การเลือกซื้อหรือลงทุนในแบรนด์ที่มีการออกแบบสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามของโครงการ ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึง ประสบการณ์ในการเข้าอยู่อาศัยจริง เป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับการทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย ประสบการณ์กว่า 30 ปี ขอสรุป 5 ปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทต่อการสร้างและรักษามูลค่าเพิ่มของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยในการพิจารณาเลือกซื้อหรือลงทุนกับโครงการอสังหาฯ อย่างมีศักยภาพ ดังนี้ 1. Functionality — ฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์การใช้งานจริง การออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย การออกแบบผังห้องที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม ความยืดหยุ่นของฟังก์ชันในการปรับเปลี่ยนการใช้งานในอนาคต รวมถึงการวางผังอาคารที่คำนึงถึงทิศทางแสง ลม และการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่อทั้งคุณภาพการอยู่อาศัยและมูลค่าของสินทรัพย์ 2. Future-Ready Technology — เทคโนโลยีที่รองรับอนาคต มีการนำแนวคิด Smart Building และ Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้ในอาคาร เช่น ระบบของ LIV-24 ทั้งในการดูแลความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการติดตามสถานะของอุปกรณ์และระบบภายในอาคารแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการชำรุดที่อาจกระทบต่อการใช้งาน ซึ่งมีผลต่อทั้งต้นทุนและมูลค่าของสินทรัพย์ 3. Sustainability — ความยั่งยืนที่สะท้อนคุณค่า การออกแบบที่คำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนในการอยู่อาศัย และเป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อและผู้เช่าให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคเจนใหม่ที่ตัดสินใจเลือกสินค้าจากแบรนด์ที่มีจุดยืนด้านความยั่งยืน โดยสามารถดูได้จากการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การวางอาคารให้รับแสงและลมธรรมชาติ การใช้วัสดุช่วยลดความร้อน รวมถึงระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานในบ้าน 4. Safety & Privacy — ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน และการออกแบบที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี ควรให้ความสำคัญกับระบบควบคุมการเข้า-ออก การจัดโซนพื้นที่ใช้งานที่ชัดเจน รวมถึงการออกแบบที่ลดการรบกวนระหว่างยูนิต เช่น ระยะห่างของห้อง การจัดวางทิศทางระเบียงหรือหน้าต่าง ซึ่งล้วนส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย 5. Experience — ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สัมผัสได้ คุณภาพของการบริหารจัดการและการให้บริการ คือสิ่งที่กำหนด…

วิกฤตพลังงานโลก: Property Management กับโจทย์ใหม่ของการบริหารพลังงานในอาคารและที่อยู่อาศัย

ความผันผวนของพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวน และหลายประเทศต้องเริ่มวางแผนรับมือกับความเสี่ยงด้านความเพียงพอของพลังงาน การจัดการและวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ โดยภาครัฐเองก็มีการขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานมากขึ้น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้ให้บริการด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย มองว่าบทบาทในการดูแลอาคารมีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการพลังงานของเมือง เนื่องจากอาคารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน หรือโครงการเชิงพาณิชย์ ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเมือง  และในอีกมิติหนึ่ง อาคารยังเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ผ่านระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ระบบลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ หรือระบบระบายอากาศในพื้นที่จอดรถ ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ Property Management จึงมีความสำคัญในการดูแลระบบอาคาร และช่วยบริหารการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การใช้พลังงานในอาคารที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัย ซึ่งฝ่ายบริหารจัดการสามารถมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้  เช่น การจัดตารางเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าและแสงสว่างในพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1–2 องศาเซลเซียส ตลอดจนการสื่อสารและขอความร่วมมือจากลูกบ้านให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ความร่วมมือของผู้อยู่อาศัยถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานของอาคารเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การให้ข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสื่อสารกับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงพลังที่รวมกันจนกลายเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกที่ยั่งยืนมากขึึ้นทุกวัน นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการบริหารที่อยู่อาศัย พลัสฯ ยังดำเนินธุรกิจ Facility Management ดูแลอาคารหลากหลายประเภท ซึ่งอาคารเชิงพาณิชย์และอาคารขนาดใหญ่อาจมีการใช้พลังงานในระดับสูง ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดภาระการใช้พลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมผ่านแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ถือเป็นอีกแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน แม้ในขณะนี้ประเมินว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่อาคารควรเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ พร้อมมีแผนรองรับเพื่อให้ระบบสำคัญสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การวางแผน BCP สำหรับอาคารอาจครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมระบบสำรองสำหรับระบบที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยและการอยู่อาศัยหรือการใช้งานอาคาร เช่น ระบบไฟฟ้าสำรอง ลิฟต์ ระบบสื่อสาร หรือระบบรักษาความปลอดภัย การกำหนดลำดับความสำคัญของระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร ตลอดจนแนวทางบริหารจัดการพลังงานในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน “อาคารในปัจจุบันมีระบบจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ดังนั้นการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้อาคารสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคารให้ได้มากที่สุด” นายภคิน กล่าว ในโลกที่พลังงานกำลังเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสถานที่หรือให้บริการผู้อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้อาคารและเมืองสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับความผันผวนของพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบพลังงานระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยแต่ละฝ่ายสามารถเริ่มต้นจากบทบาทของตนเอง พร้อมพิจารณาว่าจะต่อยอดหรือขยายผลไปสู่ส่วนอื่น ๆ ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้าง การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยให้อาคารสามารถปรับตัวต่อความผันผวนของพลังงานได้อย่างเหมาะสม…

อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2569 ธนาคารไหนให้คุ้มสุด

อัปเดตดอกเบี้ยบ้าน 2569 ธนาคารไหนให้คุ้มสุด

ก้าวเข้าสู่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่หลายคนเริ่มวางแผนสร้างรากฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสในการลงทุน หรือการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่ง และหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการซื้อบ้านในปัจจุบันนั้น คือ “ดอกเบี้ยบ้าน“ ที่หากไม่ได้ใส่ใจหรือศึกษาข้อมูลให้ดีพอ ดอกเบี้ยบ้านก็อาจสร้างภาระหนักให้เจ้าของบ้านได้ไม่น้อย และในทางตรงข้ามกัน ดอกเบี้ยบ้านก็สามารถช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไม่น้อยเช่นกัน ในบทความนี้ พลัสฯ จึงได้รวบรวมข้อมูลดอกเบี้ยบ้านทุกธนาคาร ฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2569 มาเปรียบเทียบกันชัดๆ เจาะลึกทั้งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย เงื่อนไขพิเศษ และเคล็ดลับในการเลือกสินเชื่อให้ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อให้การเป็นเจ้าของบ้านในฝันเป็นเรื่องที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุด เช็กดอกเบี้ยบ้านธนาคาร ล่าสุด 2569 ไม่ว่าคุณจะวางแผนขยับขยายสู่ครอบครัวใหญ่ในโครงการบ้านบางนาที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง หรือกำลังมองหาศักยภาพในการลงทุนกับคอนโดติดรถไฟฟ้า เพื่อการพักอาศัยที่คล่องตัวและโอกาสในการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า การเปรียบเทียบข้อมูลดอกเบี้ยบ้าน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดทางการเงิน โดยในปี 2569 นี้ พลัสฯ ได้รวบรวมโปรโมชันและข้อเสนอสินเชื่อที่น่าสนใจจากธนาคารชั้นนำมาให้พิจารณาดังนี้ 1. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านบัวหลวงมอบอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษสำหรับพนักงานที่มีรายได้ประจำ โดยมีทางเลือกเริ่มต้นปีแรกที่ 4.35% หรือเลือกอัตราลอยตัว MRR – 1.50% ในช่วง 2 ปีแรก สำหรับลูกค้าทั่วไปมีอัตราเริ่มต้นปีแรกที่ 4.85% โดยภาพรวมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) จะอยู่ระหว่าง 5.52% – 5.88% ต่อปี (อ้างอิง MRR 6.65%) วงเงินสูงสุด: รองรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป โดยแบ่งเกณฑ์ตามความต้องการ ทั้งกลุ่มวงเงิน 1-5 ล้านบาท และกลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมค่าธรรมเนียมการสำรวจและประเมินหลักประกันเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท ช่วยให้การวางแผนงบประมาณในช่วงเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้น 2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย โดดเด่นด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.99% ในปีแรก สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป (หรือผู้ประกอบการรายได้ 200,000 บาทขึ้นไป) และยังมีเรท 2.24% สำหรับรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ต้องมีการทำประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด วงเงินสูงสุด: กู้ได้สูงสุดถึง 100% ของราคาซื้อขายและราคาประเมิน (สำหรับลูกค้ากลุ่มพิเศษและโครงการที่กำหนด) ส่วนลูกค้าทั่วไปกู้ได้สูงสุด 90% โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 70 ปี) ครอบคลุมทั้งบ้านใหม่ บ้านมือสอง รวมถึงคอนโด 3. ธนาคารกรุงไทย (KTB) โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านกรุงไทยมอบความคุ้มค่าด้วยอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เริ่มต้นเพียง 1.69% ต่อปี ในช่วง 3 เดือนแรก (สำหรับกลุ่มที่ทำประกันตามเงื่อนไข) โดดเด่นด้วยทางเลือกการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น…

pet-friendly-condo-bangkok

แนะนำ 5 คอนโด Pet-Friendly สำหรับครอบครัวสี่ขา

ในปัจจุบัน เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ “Pet Parent” หรือการเลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าคอนโดส่วนใหญ่จะไม่ได้อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ แต่ก็มีตัวเลือกอย่าง “คอนโด Pet-Friendly” ที่ไม่เพียงแต่จะสามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว คอนโดเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการออกแบบและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสมาชิกสี่ขาของแต่ละบ้านด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 โครงการคอนโด Pet-Friendly ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันและการใช้ชีวิตที่ถูกใจทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคอนโด Pet-Friendly ให้เช่า หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง พร้อมเคล็ดลับสำคัญในการเลือกคอนโดให้ถูกใจทั้งพ่อหมาแม่แมวในทุกมิติ ปักหมุด 5 คอนโด Pet-Friendly น่าอยู่ เอาใจคนรักสัตว์ 1. เอ็ม จตุจักร สำหรับใครที่กำลังมองหาว่าคอนโดไหนบ้างที่เลี้ยงสัตว์ได้ แนวบีทีเอสสายสีเขียว ขอแนะนำเอ็ม จตุจักร ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน คอนโด Pet-Friendly ที่มีความโดดเด่นที่สุดในย่านนี้ โดยตัวโครงการถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Urban Forest” ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตของคนและสัตว์เลี้ยงให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ภายในโครงการ นอกจากจุดเด่นด้านพื้นที่สีเขียวแล้ว โครงการยังตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: BTS สายสีเขียว สถานีสะพานควาย (500 เมตร),MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสวนจตุจักร (ุ600 เมตร) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (28.16 – 57.17 ตร.ม.), 2 ห้องนอน (49.83 – 80.64 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (119.55 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ห้องอ่านหนังสือ, ลู่จ๊อกกิ้ง, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: สวนจตุจักร, ตลาดนัดจตุจักร, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, โรงเรียนเซนต์จอห์น, โรงเรียนหอวัง, โรงพยาบาลวิมุต, โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน และโรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 คอนโดนี้เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายหลัก และชื่นชอบบรรยากาศใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28.0 ตารางเมตร คลิก 2. แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 แฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 นับเป็นอีกหนึ่ง คอนโด…

รวม 5 คอนโด Low Rise บรรยากาศน่าอยู่ ส่วนกลางครบครัน ตอบโจทย์คนรักความสงบ

คอนโด Low Rise คือคอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น มักตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบในซอย หรือพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังคงเดินทางได้สะดวก จุดเด่นสำคัญคือจำนวนยูนิตที่ไม่มาก ทำให้ไม่รู้สึกแออัด ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหมือนอยู่ในบ้าน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบและความพลุกพล่านของคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดตึกสูงแบบ High Rise ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาคุณไปเจาะลึกเสน่ห์ของคอนโดประเภทนี้ พร้อมแนะนำ 5 คอนโด Low Rise บนทำเลศักยภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาคอนโด Low Rise ในกทม. ที่รับรองว่าน่าอยู่และคุ้มค่าที่สุด 5 คอนโด Low Rise ที่น่าสนใจ 1. ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 หากคุณกำลังมองหาคอนโด Low Rise ในย่าน New CBD อย่างพระราม 9 ที่ตอบโจทย์การเดินทาง ติดทางด่วน เข้าเมืองง่าย ศุภาลัย ไพร์ม พระราม 9 คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โครงการนี้เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ที่เน้นความเป็นส่วนตัวท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ออกแบบภายใต้แนวคิด Rhythm of Nature ให้คุณได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแม้จะอยู่ใจกลางเมือง ระยะห่างจากเส้นทางสำคัญ: ทางด่วนศรีรัช (800 เมตร) MRT สายสีน้ำเงิน สถานีพระรามเก้า (2 กม.) และ ARL สถานีรามคำแหง (3 กม.) พื้นที่ใช้สอย: 1 ห้องนอน (31.50 – 46.0 ตร.ม.) และ 2 ห้องนอน (48.50 – 67.50 ตร.ม.) สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน: สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวนหย่อม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. สถานที่ใกล้เคียง: เซ็นทรัล พระราม 9, ฟอร์จูนทาวน์, โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ ซิตี้แคมปัส, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลปิยะเวท คอนโดนี้เหมาะกับใคร: คนทำงานย่านพระราม 9 – รัชดาฯ ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ยูนิตแนะนำ: 2…

รวมแนวทางตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้น ต้องเช็กอะไรบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวยังส่งผลกระทบชัดเจนมาถึงประเทศไทย ทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้รับความเสียหายรุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้า ผู้เช่าคอนโดสุขุมวิทใจกลางเมือง หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมือสองในย่านต่างๆ การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่อาคารนั้นๆ ยังคงมีความแข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ในบทความนี้ พลัสฯ ได้รวบรวมคู่มือตรวจสอบอาคารหลัง แผ่นดินไหวฉบับเข้าใจง่าย พร้อม Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที ทำไมต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว? เนื่องจากแผ่นดินไหวสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้อาคารเกิดการโยกตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารจนเกิดความเสียหาย ตั้งแต่รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิวฉาบ ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงต่อเสาและคาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาคารแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บ้านพักอาศัย: สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ความเสียหายมักปรากฏให้เห็นที่ผนัง รั้ว หรือส่วนต่อเติมที่อาจมีการทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก อาคารสูงและคอนโดมิเนียม: อาคารเหล่านี้มักมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือน แต่หากการสั่นไหวรุนแรงเกินพิกัด ก็อาจเกิดรอยร้าวที่รอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้าง หรือความเสียหายต่อระบบภายในอาคารได้ แม้ว่ารอยแตกร้าวตามอาคารจะสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเสียหายที่มองไม่เห็น” เช่น รอยร้าวในคานที่อยู่เหนือฝ้าเพดาน หรือระบบท่อที่อาจรั่วซึมอยู่ภายในผนัง ที่หากปล่อยไว้ก็สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น การตรวจสอบโครงสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งภายนอกและภายใน Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเอง หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบลง และแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรเริ่มทำการสำรวจอาคารทันที โดยสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบความดิ่ง-ฉากของอาคาร ขั้นตอนการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเองอันดับแรก คือการตรวจสอบภาพรวมว่าอาคารมีการทรุดตัวหรือเอียงไปจากเดิมหรือไม่ โดยลองสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเสา ผนัง ฝ้า คาน ยังตั้งฉากกับพื้นดิน หรือขนานกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ หรืออาจนำลูกแก้ว ลูกบอลมาวางบนพื้น แล้วสังเกตว่าลูกบอลกลิ้งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความลาดเอียงของพื้นจากการทรุดตัว 2. ตรวจสอบสภาพรอยร้าว แม้ว่ารอยร้าวตัวอาคารจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เช่น รอยแตกลายงาเล็กๆ บนผิวปูนฉาบ หรือรอยร้าวแนวดิ่งบริเวณขอบวงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างหลัก การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้นจึงควรสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนักเป็นหลัก โดยเฉพาะรอยร้าวในลักษณะเอียงเฉียงๆ ทำมุมประมาณ 45 องศา และรอยร้าวที่มีการแยกออกกันอย่างชัดเจนจนเห็นโครงสร้างภายใน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาคารทรุดตัวและโครงสร้างเสียหาย 3. จดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรจดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว ทั้งจุดที่พบความเสียหาย รูปถ่าย ตำแหน่งและวันที่ตรวจ เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคต หรือใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้กับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญต่อไป การตรวจสอบระบบภายในอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกเหนือจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบประกอบอาคารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วมขัง หรือก๊าซระเบิดในอนาคต โดยมีระบบภายในที่ต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทั้งหมด 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1. ระบบท่อประปาและสุขาภิบาล…

ข่าวสารจากพลัสฯ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ส่งสถาบัน “PLUS EDUPEX” คว้ารางวัลระดับนานาชาติ 2 ปีซ้อน

สถาบัน PLUS EDUPLEX In-house Learning Academy ภายใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลจากเวที Employee Experience Awards (EXA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีนี้ได้รับรางวัลสาขา Best Learning and Development Program นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของสถาบัน PLUS EDUPLEX ในการเป็นผู้นำสถาบันการเรียนรู้ด้าน Property Management ที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและระดับสากล รางวัล Best Learning and Development Program มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบและบริหารจัดการโปรแกรมการเรียนรู้ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งบุคลากรและองค์กร โดย PLUS EDUPLEX ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาคนแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจ ครอบคลุมทักษะด้านด้าน Property Management, Hospitality, Service Excellence, Sustainability, Luxury Management และ Future Skills  เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน PLUS EDUPLEX ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ได้พัฒนาหลักสูตรมากกว่า 250 หลักสูตร จัดการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรกว่า 1,000 คนต่อปี พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตในสายอาชีพให้แก่พนักงานได้ถึง 70% และผลักดันบุคลากรกลุ่ม High Potential กว่า 400 คนให้ก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญขององค์กร สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม จุดเด่นของการพัฒนาในครั้งนี้อยู่ที่การวาง L&D ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมอบรม โดย PLUS EDUPLEX ได้พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสานที่เชื่อมโยงการทำงานจริง การเรียนรู้ข้ามสายงาน การโค้ชจากผู้เชี่ยวชาญภายใน การใช้กรณีศึกษาจากโครงการจริง และการติดตามผลผ่านตัวชี้วัดด้านธุรกิจ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะข้ามสายงาน หรือ Cross-Skill Workforce Model ที่ทำให้ทีมวิศวกรรมเข้าใจมุมมองด้านบริการและธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ทีมบริการและธุรการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคนิคมากขึ้น แนวทางนี้ช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วน และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองปัญหาหน้างานของลูกบ้าน นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “รางวัลที่ได้รับสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องของเรา ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดในการทำงานได้จริง เราเชื่อว่าการพัฒนาคนคือรากฐานสำคัญของการสร้างบริการที่มีคุณภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งบุคลากร องค์กร และอุตสาหกรรมในระยะยาว  พร้อมมีส่วนในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ Property Management ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต” นอกจากนี้ PLUS EDUPLEX ยังได้พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอสังหาฯ และงานบริการระดับพรีเมียม…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายพอร์ตลักซ์ชัวรี เข้าบริหาร The Reserve Villas Sukhumvit 89/1

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 พูลวิลล่าระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี จากแบรนด์พฤกษา บนทำเลใจกลางสุขุมวิทที่เชื่อมต่อเอกมัย–ทองหล่อ สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานบริการ Luxury Management ที่ดูแลการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มศักยภาพ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 เป็นพูลวิลล่ารูปแบบ Private Residence ที่มอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดบนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ด้วยจำนวนเพียง 26 ยูนิต ภายใต้แนวคิด Rare Collection ที่มองบ้านในฐานะสินทรัพย์ซึ่งส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น ผสานความสะดวกสบาย การดูแลคุณภาพชีวิต และมาตรฐานการอยู่อาศัยไว้อย่างครบวงจร ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญทั้งทำเล ความเป็นส่วนตัว และคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างลงตัวในทุกมิติ โดยพลัสฯ ดูแลการบริหารจัดการโครงการในภาพรวมแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่งานบริหารนิติบุคคล การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การบริหารมาตรฐานงานบริการ ตลอดจนการดูแลทีมงานประจำโครงการ ระบบความปลอดภัย และคุณภาพการอยู่อาศัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวก อุ่นใจ และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เหนือระดับ นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้บริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของพลัสฯ ในการบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรี ที่ให้ความสำคัญทั้งมาตรฐานการบริหารจัดการ การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การดูแลคุณภาพชีวิต และความเข้าใจในความต้องการของผู้อยู่อาศัย  โดยเรามุ่งรักษาคุณค่าและศักยภาพของโครงการให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพผ่านการจัดกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ อาทิ วันฮัลโลวีน เทศกาลลอยกระทง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสุขภาพและสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่อบอุ่นและมีส่วนร่วม” “ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี พลัสฯ พร้อมส่งมอบบริการ Luxury Management ที่สอดคล้องกับแนวคิดของ The Reserve Villas ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอย่างครบถ้วนในทุกมิติ” นอกจากนี้ พลัสฯ ยังมีสถาบัน “Plus Eduplex” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Property Management และ “Luxury Management Academy” ที่มุ่งถ่ายทอด Luxury DNA อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมกันนี้ พลัสฯ ยังได้รับการรับรองจาก Confederation of Tourism and Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ ทำให้สามารถเปิดหลักสูตรด้าน Hospitality ตามมาตรฐาน CTH ได้เป็นรายแรกในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงมั่นใจได้ว่าบุคลากรของพลัสฯ มีศักยภาพและดำเนินงานด้วยมาตรฐานสากล ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของพลัสฯ ในการขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Property & Living Management ที่ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงในทุกเซกเมนต์…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเชี่ยวชาญ PLUS EDUPLEX คว้ามาตรฐานรับรองหลักสูตร Hospitality จากอังกฤษ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ไทย พาสถาบัน PLUS EDUPLEX (พลัส เอ็ดดูเพล็กซ์) คว้าการรับรองหลักสูตรด้าน Hospitality จาก สถาบัน Confederation of Tourism & Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ นับเป็นรายแรกในธุรกิจ Property Management ไทยที่ได้รับสิทธิ์ในการจัดอบรมหลักสูตรภายใต้มาตรฐานสากลนี้ CTH เป็นองค์กรรับรองคุณวุฒิด้าน Hospitality, Tourism & Culinary จากสหราชอาณาจักร มีเครือข่ายสถาบันพันธมิตรกว่า 200 แห่งในกว่า 36 ประเทศทั่วโลก และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานด้านการบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และบริการระดับพรีเมียม นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจาก CTH ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรของธุรกิจ Property Management ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัยลักชัวรี และ Branded Residence ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของตลาด  โดยมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มลูกค้าระดับบนและผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการ ควบคู่ไปกับทำเลและดีไซน์ของโครงการ”  ก่อนหน้านี้ PLUS EDUPLEX ได้มีการเปิด Luxury Management Academy ขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้าน Hospitality ชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติเพื่อส่งมอบบริการที่มี “Luxury DNA” ที่เข้าใจทั้งการบริหารจัดการ การดูแลการอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าในโครงการลักชัวรี  ต่อยอดความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ ด้วยการเปิดหลักสูตร “Luxury Management for Branded Residence” หลักสูตรแรกของไทยภายใต้มาตรฐาน CTH ร่วมกับ Silpakorn University International College หรือ SUIC สาขา Luxury Brand Management พร้อมวิทยากรรับเชิญจาก Paris School of Business ประเทศฝรั่งเศส ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลักสูตรนี้จะครอบคลุมตั้งแต่  รวมถึงมุมมองด้าน Sustainability in Luxury Industry จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล พร้อมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติผ่าน Site Visit, Panel Talks และกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมจริง ทั้งนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับใบรับรองจากสถาบัน CTH ที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก จึงสามารถต่อยอดในสายอาชีพงานบริการได้ระยะยาว พลัสฯ…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายพอร์ต Sole Agent รับบริหารขาย “THER ลาดพร้าว 93”

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้รับความไว้วางใจจาก วิจิตรา ดิเวลลอปเม้นท์ ให้เข้าบริหารงานขายและการตลาดโครงการ “THER (เธอ) ลาดพร้าว 93” ทาวน์โฮมระดับ Modern Luxury มูลค่าโครงการกว่า 850 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของพลัสฯ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารงานขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่มีประสบการณ์ในตลาดกว่า 30 ปี นางสาวกัญภร กฤตสัมพันธ์ Project Sales Manager ฝ่ายบริหารสินทรัพย์และสนับสนุนการขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากวิจิตรา ดิเวลลอปเม้นท์ ให้เข้ามารับหน้าที่บริหารงานขายและการตลาดโครงการ THER ลาดพร้าว 93 ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของพลัสฯ ในการเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจด้าน Sole Agent  โดยโครงการมีจุดแข็งทั้งด้านทำเล การออกแบบ และบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ พลัสฯ พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลการตลาด กลยุทธ์การขาย และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค มาเสริมศักยภาพโครงการและสนับสนุนความเติบโตทางยอดขายให้กับโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ” โครงการ “THER ลาดพร้าว 93” พัฒนาอยู่บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ จำนวน 82 ยูนิต ภายใต้แนวคิด “บ้านของฉันคือ เธอ” ที่ต้องการให้บ้านเป็นพื้นที่เติมเต็มชีวิตและสร้างความอบอุ่นให้กับการอยู่อาศัย โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและความเป็นส่วนตัว ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นจากต้นไม้ใหญ่ พร้อมฟังก์ชันที่เปิดรับแสงและลมธรรมชาติ เพื่อสร้างบรรยากาศโปร่ง โล่ง และเชื่อมต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ตัวบ้านออกแบบเป็นทาวน์โฮมสไตล์ Modern Luxury สูง 3 ชั้นครึ่ง เน้นพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่และความโปร่งสบายภายในบ้าน ด้วยเพดานสูงแบบ Double Volume สูง 5.8 เมตร พร้อมชั้นลอยที่สามารถปรับเป็นพื้นที่พักผ่อนหรือมุมนั่งเล่นส่วนตัว โดยมีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ ได้แก่  GATHER ที่ดินเริ่มต้น 22.1 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 221-223 ตารางเมตร จำนวนห้อง 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ALTOGETHER ที่ดินเริ่มต้น 24.2 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 244-246 ตารางเมตร จำนวนห้อง 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ FURTHER ที่ดินเริ่มต้น 28.5 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 282-284 ตารางเมตร จำนวนห้อง 4 ห้องนอน 5…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชี้อาคารสำนักงานแข่งขันสูง แนะเจ้าของอาคารเร่งปรับตัวรับดีมานด์ผู้เช่ายุคใหม่

นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอาคารสำนักงานในไทยยังมีการแข่งขันในระดับสูง และอำนาจการต่อรองส่วนใหญ่เป็นของผู้เช่า ภายใต้ภาวะซัพพลายอาคารสำนักงานที่ยังอยู่ในตลาดจำนวนมาก โดยตอนนี้ผู้เช่าไม่ได้พิจารณาเพียงทำเล แต่ให้ความสำคัญกับราคาและคุณภาพการใช้งานของอาคารมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่องค์กรต้องบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ด้วยเหตุนี้ เจ้าของอาคารจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของตลาด เพราะในภาวะที่ผู้เช่ามีอำนาจเลือกสูง อาคารที่ปรับตัวได้เร็วจะมีความได้เปรียบมากกว่า อีกทั้งยังถือเป็นโอกาสของอาคารเกรด B – C ในการยกระดับศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ แนวทางสำคัญคือการยกระดับคุณภาพอาคาร เช่น หากเป็นอาคารเกรด C สามารถปรับให้มีมาตรฐานใกล้เคียงเกรด B หรืออาคารเกรด B ปรับให้ใกล้เคียงเกรด A เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงดูดผู้เช่า อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบางประการที่ปรับเปลี่ยนได้ยาก เช่น ทำเลที่ตั้งนอกเมือง แต่ยังสามารถชดเชยได้ด้วยการพัฒนาปัจจัยด้านอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน รูปแบบการทำงานในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการทำงานในออฟฟิศ Work from home และการกระจายสำนักงานไปยังหลายพื้นที่ ทำให้รูปแบบการใช้พื้นที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้เช่า นายภคินระบุว่า แนวทางแรกคือการแบ่งพื้นที่สำนักงานให้มีห้องขนาดเล็กลง เพื่อรองรับองค์กรที่ไม่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการปล่อยเช่าและการใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการผ่านการปรับเชิงกายภาพ เช่น การแบ่งปล่อยเช่าพื้นที่ที่มีขนาดเล็กลง ให้สอดรับกับกลุ่มลูกค้าที่ปรับขนาดองค์กรให้เล็กลง หรือลูกค้ากลุ่ม Startup ที่ไม่ได้ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่เกินไป ทั้งนี้ยกตัวอย่างอาคารสิริภิญโญ ที่พลัสฯ บริหาร มีการปรับแยกพื้นที่และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยเช่าได้ดีขึ้น ถัดมาคือการจัดการอาคารให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยไม่ใช่การผ่อนปรนจนกระทบมาตรฐานหรือความปลอดภัย แต่เป็นการออกแบบให้สอดรับกับรูปแบบการใช้งานของผู้เช่ายุคใหม่ เช่น การเข้าใช้อาคารแบบไม่เต็มเวลา การใช้งานออฟฟิศบางช่วงเวลา รวมถึงการรองรับการใช้งานล่วงเวลา (Over Time) และการใช้ระบบไฟฟ้านอกเวลาทำการ ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพควบคู่กัน เพื่อออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยรวมมากที่สุด อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการยกระดับอาคารให้ได้มาตรฐานทั้งระดับประเทศและสากล โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจของผู้เช่า ไม่ว่าจะเป็นตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS, G-Green ตลอดจนมาตรฐานสากลอย่าง LEED และ WELL ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์อาคารและดึงดูดผู้เช่า โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความยั่งยืน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้บริหารจัดการอาคาร เพื่อมุ่งสู่การเป็น Smart Building อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรกที่ผู้เช่ามองเห็นยังคงเป็น “กายภาพของอาคาร” ดังนั้นการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยขึ้นจึงยังมีความสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องรีโนเวททั้งอาคารซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่สามารถเลือกปรับเฉพาะจุด เช่น ทางเข้าอาคาร ล็อบบี้ ฟาซาด พื้นที่ส่วนกลาง และโซนพื้นที่ปล่อยเช่า โดยสามารถวางแผนเป็นเฟส (phase) ตามงบประมาณได้ ผู้ประกอบการอาคารยุคนี้จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้า และมองภาพตลาดให้ชัดเจน โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันสูงและลูกค้ามีอำนาจต่อรอง การสร้างความโดดเด่นให้กับอาคาร หรือการปรับกลยุทธ์รูปแบบการปล่อยเช่า การสร้างพื้นที่หลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่น การเปิดร้านอาหาร คาเฟ่ หรือการเพิ่มพื้นที่จอดรถ ล้วนเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้อาคาร นายภคินมองว่า หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ตามแนวทางดังกล่าว…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้ลูกบ้าน มุ่งสร้างสังคมอยู่อาศัยที่ปลอดภัย

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ในเครือแสนสิริ จัดกิจกรรมส่งเสริมด้านความปลอดภัยให้กับลูกบ้านในโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเตรียมความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินในชีวิตประจำวัน กิจกรรมที่จัดขึ้น มุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ตั้งแต่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง การจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระเบียบการจราจรเพื่อความปลอดภัยภายในโครงการ รวมถึงการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น  อาทิ การช่วยเหลือกรณีคนจมน้ำ เหตุอาหารติดหลอดลม เหตุหมดสติไม่หายใจ การจัดการเมื่อมีเหตุทะเลาะวิวาท รวมไปถึงการรับมือภัยธรรมชาติอย่างเหตุแผ่นดินไหว โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย รวมถึงสามารถเข้าใจขั้นตอน และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดสถานการณ์จริง นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงภัยพิบัติและเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ทำให้การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยเป็นเรื่องที่จำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะผู้บริหารจัดการการอยู่อาศัยที่ดูแลทั้งชีวิตและทรัพย์สินของลูกบ้าน เราจึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันและการรับมือ (Preventive & Responsive Safety) อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากกิจกรรมความปลอดภัยที่จัดขึ้นนี้ พลัสฯ ยังผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการอยู่อาศัย โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพทีมงานรักษาความปลอดภัย ผ่านการควบคุมมาตรฐานและกระบวนการจากทีม SSI ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด พร้อมจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมทักษะทั้งด้านการป้องกันเหตุและการบริหารจัดการสถานการณ์จริง พลัสฯ ยังมีการพัฒนาแผนรับมือเหตุฉุกเฉินเพื่อให้รองรับสถานการณ์ความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ แผนรองรับเหตุน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว เพลิงไหม้ การก่อเหตุจราจล เป็นต้น เพื่อให้ทีมงานสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ พลัสฯ ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมการบริหารจัดการความปลอดภัยผ่าน LIV-24 โซลูชันด้านการดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ พลัสฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คอมมูนิตี้แห่งความปลอดภัย” โดยมุ่งส่งเสริมให้ลูกบ้านสามารถดูแลตนเอง ดูแลครอบครัว และช่วยเหลือกันภายในชุมชนได้ ควบคู่ไปกับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของพลัสฯ  นางสาวนฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่อาศัยที่ดี ลูกบ้านควรรู้สึกอุ่นใจเมื่ออยู่ที่บ้าน ดังนั้นการจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องจึงเป็นการช่วยตอกย้ำความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้มีอยู่เสมอ แม้แต่ในเรื่องเล็ก ๆ ที่บางครั้งถูกมองข้ามไป  เช่น การชาร์จแบตสำรองเป็นระยะเวลานาน หรือการเก็บแบตสำรองไว้ในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ การเสียบปลั๊กพ่วงเกินปริมาณ ซึ่งล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการเตรียมพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินได้” อีกทั้ง พลัสฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรภายในอย่างต่อเนื่อง โดยมีการฝึกอบรมและซ้อมแผนรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเดียวกันในทุกโครงการ และพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กิจกรรมด้านความปลอดภัยดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่พลัสฯ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัย และส่งเสริมการดูแลซึ่งกันและกันภายในชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมการอยู่อาศัยที่อุ่นใจและปลอดภัยที่ยั่งยืน บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี…