คอนโด
บ้านเดี่ยว
อพาร์ทเม้นท์
ทาวน์โฮม
ที่ดิน
โรงแรม
ออฟฟิศ
โรงงาน

ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์

วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความยอดนิยม

บทความล่าสุด

Filter Articles TH

รวมแนวทางตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้น ต้องเช็กอะไรบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวยังส่งผลกระทบชัดเจนมาถึงประเทศไทย ทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้รับความเสียหายรุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้า ผู้เช่าคอนโดสุขุมวิทใจกลางเมือง หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมือสองในย่านต่างๆ การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่อาคารนั้นๆ ยังคงมีความแข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ในบทความนี้ พลัสฯ ได้รวบรวมคู่มือตรวจสอบอาคารหลัง แผ่นดินไหวฉบับเข้าใจง่าย พร้อม Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที ทำไมต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว? เนื่องจากแผ่นดินไหวสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้อาคารเกิดการโยกตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารจนเกิดความเสียหาย ตั้งแต่รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิวฉาบ ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงต่อเสาและคาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาคารแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บ้านพักอาศัย: สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ความเสียหายมักปรากฏให้เห็นที่ผนัง รั้ว หรือส่วนต่อเติมที่อาจมีการทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก อาคารสูงและคอนโดมิเนียม: อาคารเหล่านี้มักมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือน แต่หากการสั่นไหวรุนแรงเกินพิกัด ก็อาจเกิดรอยร้าวที่รอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้าง หรือความเสียหายต่อระบบภายในอาคารได้ แม้ว่ารอยแตกร้าวตามอาคารจะสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเสียหายที่มองไม่เห็น” เช่น รอยร้าวในคานที่อยู่เหนือฝ้าเพดาน หรือระบบท่อที่อาจรั่วซึมอยู่ภายในผนัง ที่หากปล่อยไว้ก็สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น การตรวจสอบโครงสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งภายนอกและภายใน Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเอง หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบลง และแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรเริ่มทำการสำรวจอาคารทันที โดยสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบความดิ่ง-ฉากของอาคาร ขั้นตอนการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเองอันดับแรก คือการตรวจสอบภาพรวมว่าอาคารมีการทรุดตัวหรือเอียงไปจากเดิมหรือไม่ โดยลองสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเสา ผนัง ฝ้า คาน ยังตั้งฉากกับพื้นดิน หรือขนานกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ หรืออาจนำลูกแก้ว ลูกบอลมาวางบนพื้น แล้วสังเกตว่าลูกบอลกลิ้งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความลาดเอียงของพื้นจากการทรุดตัว 2. ตรวจสอบสภาพรอยร้าว แม้ว่ารอยร้าวตัวอาคารจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เช่น รอยแตกลายงาเล็กๆ บนผิวปูนฉาบ หรือรอยร้าวแนวดิ่งบริเวณขอบวงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างหลัก การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้นจึงควรสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนักเป็นหลัก โดยเฉพาะรอยร้าวในลักษณะเอียงเฉียงๆ ทำมุมประมาณ 45 องศา และรอยร้าวที่มีการแยกออกกันอย่างชัดเจนจนเห็นโครงสร้างภายใน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาคารทรุดตัวและโครงสร้างเสียหาย 3. จดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรจดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว ทั้งจุดที่พบความเสียหาย รูปถ่าย ตำแหน่งและวันที่ตรวจ เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคต หรือใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้กับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญต่อไป การตรวจสอบระบบภายในอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกเหนือจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบประกอบอาคารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วมขัง หรือก๊าซระเบิดในอนาคต โดยมีระบบภายในที่ต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทั้งหมด 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1. ระบบท่อประปาและสุขาภิบาล…

ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร ทำความรู้จักข้อกฎหมายและวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบ

ในยุคที่อาคารสูงและอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดติดรถไฟฟ้า และคอนโดมือสองที่มีอยู่มากมายในย่านต่างๆ ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเช่าคอนโดสุขุมวิท หรือแม้แต่พื้นที่บ้านกรุงเทพกรีฑา และบ้านบางนาต่างก็มีอาคารจำนวนมากที่ต้องการการดูแลและตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งอาคารและผู้อยู่อาศัย เพราะการละเลยการตรวจสอบอาคารอย่างเป็นระบบอาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรง เช่น โครงสร้างอาคารที่ชำรุดทรุดโทรม อาคารถล่ม อัคคีภัย หรือระบบสาธารณูปโภคที่เสียหาย ใช้งานไม่ได้ และทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของผู้พักอาศัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวจากการซ่อมแซมที่ทันท่วงทีก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โต แล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลได้รับบทลงโทษทางกฎหมาย ในบทความนี้ พลัสฯ จึงอยากพาทุกท่านมาทำความเข้าใจ ว่าทำไมจึงต้องตรวจสอบอาคารของตนเอง การตรวจสอบอาคารมีข้อกำหนดอย่างไรที่ควรทราบ และวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบที่เหมาะสม กฎหมายและข้อกำหนดการตรวจสอบอาคาร เจ้าของอาคารจะต้องตรวจสอบอาคารตามกฎหมายตรวจสอบอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2543) มาตรา 32 ทวิ ที่กำหนดให้เจ้าของอาคารสูง อาคารชุมนุมคน และอาคารอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องมีการตรวจสภาพอาคาร โครงสร้าง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ ระบบปรับอากาศ และระบบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการป้องกันภัยอันตรายและความปลอดภัยที่สามารถส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยเจ้าของอาคารจะต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารในด้านวิศวกรรมหรือด้านสถาปัตยกรรม มาทำการตรวจสอบอาคารตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด และรายงานผลการตรวจต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ โดยมีข้อกำหนดคร่าวๆ ดังนี้ ข้อกำหนดการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย ตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร กำหนดให้มีการตรวจอาคารทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ การตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกๆ 5 ปี เป็นการตรวจสอบโครงสร้างและระบบทุกระบบภายในอาคารอย่างครอบคลุม ผู้ตรวจสอบจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการตรวจบำรุงอาคารและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมคู่มือให้กับเจ้าของอาคาร รวมถึงแผนการตรวจสอบอาคารประจำปีและแนวทางการตรวจสอบต่างๆ การตรวจสอบอาคารประจำปี: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกปี ตามแผนที่ผู้ตรวจสอบได้จัดทำไว้ในการตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ใช้งานหรือก่อสร้างอาคารโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะต้องระวางโทษดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปรับเงินอีก วันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายและรับประกันความปลอดภัยของผู้ใช้งานอาคาร การเลือกใช้บริการบริษัทตรวจสอบอาคารที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เจ้าของอาคารมั่นใจได้ว่าอาคารของตนมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งาน และเป็นไปตามกฎหมายตรวจสอบอาคารทุกประการ อาคาร 9 ประเภทที่ต้องตรวจสอบ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้อาคาร 9 ประเภทนี้ ได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1. อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป 2. อาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ มีพื้นที่ใช้สอย 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า 3. อาคารที่เป็นชุมนุมคน มีพื้นที่ใช้สอย…

ระบบปรับอากาศภายในอาคารมีกี่แบบ ทำงานอย่างไรบ้าง

ระบบปรับอากาศภายในอาคารถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกประเภทอาคาร ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กใหญ่ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่อาคารที่พักอาศัยอย่างคอนโดติดรถไฟฟ้า คอนโดอ่อนนุช คอนโดมือสอง หรือบ้านกรุงเทพกรีฑาที่กำลังได้รับความนิยมก็ตาม เพราะสำหรับคนทั่วไปแล้ว การปรับอากาศหมายถึงการทำให้เกิดความเย็นสบายเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความหมายของระบบปรับอากาศได้ขยายขอบเขตกว้างขึ้น ครอบคลุมถึงการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ และการระบายอากาศที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ห้องปรับอากาศที่ออกแบบมาอย่างดียังช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น การเจริญเติบโตของเชื้อรา การสะสมของฝุ่นละออง และสารปนเปื้อนในอากาศที่อาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้งานด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบปรับอากาศภายในอาคารทุกรูปแบบ ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน ประเภทของระบบต่างๆ รวมถึงมาตรฐานการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ วสท. ที่ควรทราบ เทคโนโลยีและแนวโน้มในอนาคตของระบบปรับอากาศภายในอาคาร เพื่อให้ทุกท่านสามารถเลือกและออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการของตนเอง ระบบปรับอากาศในอาคารคืออะไร หลายคนอาจเข้าใจว่าระบบปรับอากาศในอาคารนั้นไม่ต่างจากเครื่องแอร์ธรรมดาๆ แต่จริงๆ แล้วระบบปรับอากาศในอาคาร (Building Air Conditioning System) คือ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและปรับปรุงสภาพอากาศภายในอาคารให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยครอบคลุม 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อุณหภูมิ ที่ทำให้รู้สึกสบายตัวไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ความชื้น ที่ช่วยป้องกันอากาศแห้งหรือชื้นจนเกินไป คุณภาพอากาศ ที่กรองฝุ่น ควัน และสารปนเปื้อนต่างๆ และการไหลเวียนของอากาศ ที่ทำให้อากาศสดชื่น ปลอดโปร่งตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้ระบบในอาคารแตกต่างจากแอร์บ้านธรรมดาคือขนาดและความซับซ้อน ระบบปรับอากาศมีอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา เพราะระบบปรับอากาศภายในอาคารจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งและวางระบบต่างๆ ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก และต้องสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งความสบายและความคุ้มค่าของเจ้าของสถานที่ วัตถุประสงค์หลักของระบบปรับอากาศภายในอาคารจึงไม่ได้มีแค่ความเย็นสบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน หรือการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสินค้าและผู้ใช้งาน รวมถึงการป้องกันปัญหาสุขภาพจากมลพิษต่างๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมระบบปรับอากาศในอาคารจึงต้องการการออกแบบ การติดตั้ง และการดูแลรักษาอย่างละเอียด และซับซ้อนกว่าระบบแอร์ทั่วไป องค์ประกอบหลักที่ทำให้ระบบปรับอากาศภายในอาคารทำงาน แอร์ประกอบด้วยอะไรบ้างในระบบอาคารขนาดใหญ่ อุปกรณ์ทำความเย็นมีอะไรบ้างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ จะมี 4 ชิ้นหลักในระบบปรับอากาศภายในอาคาร ได้แก่ คอมเพรสเซอร์ (Compressor): ถือเป็นหัวใจหลักของระบบทำความเย็น ทำหน้าที่บีบอัดสารทำความเย็นให้มีความดันและอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อส่งต่อไปยังส่วนอื่นของระบบ และหากไม่มีคอมเพรสเซอร์ ระบบปรับอากาศภายในอาคารของเราก็จะไม่มีอากาศเย็นไหลเวียนได้ และคอมเพรสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยลดการใช้พลังงานในการทำงานได้ไม่น้อย ช่วยให้อาคารลดต้นทุนในการใช้งานระบบปรับอากาศภายในอาคารได้ไม่น้อย คอนเดนเซอร์ (Condenser): ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็นที่ถูกบีบอัดมาจากคอมเพรสเซอร์ โดยเปลี่ยนสถานะจากไอเป็นของเหลว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ระบบปรับอากาศภายในอาคารปล่อยความร้อนออกสู่บรรยากาศภายนอกอาคาร อีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนจากอากาศภายในอาคาร สารทำความเย็นจะระเหยและเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ กระบวนการระเหยนี้จะดูดความร้อนจากอากาศไปด้วย ทำให้อากาศที่ผ่านเย็นลงและถูกเป่าเข้ามาในแต่ละห้อง วาล์วขยายตัว (Expansion Valve) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลและลดความดันของสารทำความเย็นอย่างแม่นยำ เพื่อให้ระบบปรับอากาศภายในอาคารสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ชิ้นแล้ว ระบบปรับอากาศภายในอาคารขนาดใหญ่ยังมีระบบสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ระบบท่อน้ำเย็นที่ใช้ในการขนส่งความเย็น ระบบท่อลมที่กระจายอากาศเย็นไปยังแต่ละพื้นที่ และระบบควบคุมอัตโนมัติ (Building Management System – BMS) ที่ทำหน้าที่มอนิเตอร์และควบคุมการทำงานของระบบทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบปรับอากาศในอาคาร มีกี่แบบ หากถามว่าระบบแอร์มีกี่ประเภทในระบบปรับอากาศในอาคาร จะสามารถจำแนกตามประเภทได้ 2…

ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร ต่างจากแอร์ปกติหรือไม่

หากพูดถึงระบบปรับอากาศ หลายๆ คนน่าจะนึกถึงแอร์ติดผนัง เพราะนอกจากจะมอบความเย็บสบายให้แล้ว ระบบปรับอากาศที่ดี ยังช่วยควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด และการถ่ายเทอากาศ ระบายกลิ่นออกจากห้องหรืออาคาร ซึ่งนอกจากแอร์ที่ทุกคนรู้จักนั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ระบบปรับอากาศภายในอาคาร” อยู่ด้วย ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร น่าสนใจอย่างไร ทำงานเหมือนแอร์ปกติที่เรารู้จักหรือไม่ และมีระบบปรับอากาศภายในอาคารแบบไหนบ้าง ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร ระบบปรับอากาศภายในอาคาร หรือที่เรียกกันว่าระบบปรับอากาศ HVAC ที่ย่อจากคำว่า Heating (การทำความร้อน) Ventilation (ระบบระบายอากาศ) และ Air Conditioning (ระบบปรับอากาศ) เป็นระบบปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่กว่าแอร์ทั่วไปมาก และมีศักยภาพในการถ่ายเทอากาศที่สูง และทำให้ห้องนั้นๆ มีคุณภาพอากาศตามที่ต้องการ โดยหน้าที่ของระบบปรับอากาศภายในอาคาร คือการทำความเย็นและความร้อนภายในอาคารให้อยู่ในจุดที่ต้องการ รวมถึงการกระจายอากาศให้ถ่ายเทและหมุนเวียนเพื่อรักษาคุณภาพของอากาศ ทั้งจากฝุ่น กลิ่น หรือมลภาวะต่างๆ ภายใน โดยระบบปรับอากาศภายในอาคาร จะเหมาะสำหรับการทำความเย็นหรือควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า, อาคารสำนักงาน ห้องจัดแสดงงาน รวมถึงอาคารที่พักหรือบ้านขนาดใหญ่ ที่ต้องการทำระบบปรับอากาศภายในอาคารแทนที่การติดตั้งแอร์ในแต่ละจุด และอาคารอุตสาหกรรมที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพอาการด้วย ข้อดีของระบบปรับอากาศภายในอาคาร ควบคุมอากาศได้อย่างแม่นยำ: นอกจากจะช่วยทำความเย็นแล้ว ระบบปรับอากาศภายในอาคารยังสามารถช่วยควบคุมสภาพอากาศภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ การควบคุมความชื้น รวมถึงการกรองอากาศภายในอาคารให้สะอาดและทำให้อากาศหมุนเวียนและถ่ายเทอีกด้วย เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่: ระบบปรับอากาศภายใน เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ระบบปรับอากาศในอาคารสูง ระบบปรับอากาศในงานอุตสาหกรรม ในหอประชุม หรือแม้แต่ในบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป ระบบปรับอากาศภายในอาคาร ทำงานอย่างไร การทำงานของระบบปรับอากาศภายในอาคาร สามารถแบ่งได้เป็นสามส่วนหลัก ตามชื่อของ HVAC ได้แก่ ระบบทำความร้อน (Heating): เป็นระบบที่ช่วยปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นตามที่เหมาะสม โดยส่วนมากระบบนี้จะทำงานในช่วงฤดูหนาวหรือในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นเป็นหลัก ระบบระบายอากาศ (Ventilation): เป็นระบบที่ทำหน้าที่หมุนเวียนอากาศภายในอาคาร โดยนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามา แล้วนำอากาศเสียภายในออกไป เพื่อควบคุมและรักษาคุณภาพอากาศให้คงที่อยู่เสมอ ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning): เป็นระบบที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศภายในอาคารตามที่กำหนดไว้ รวมถึงการทำความเย็นด้วย โดยทั้งสามระบบนั้น จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้อากาศภายในอาคารมีคุณภาพตามที่ต้องการ โดยมีระบบท่อลม (Duct System) และเครื่องเป่าลม (Blower) ทำหน้าที่ลำเลียงอากาศไปยังจุดต่างๆ ตามที่ต้องการ ทำให้อากาศภายในอาคารมีความเย็นสบายตลอดทุกจุด โดยที่ติดตั้งระบบปรับอากาศภายในแค่จุดเดียวก็เพียงพอ ระบบปรับอากาศภายในอาคารต่างจากแอร์ปกติหรือไม่ ระบบปรับอากาศภายในอาคารมีความแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner) ทั่วไปที่ใช้ตามบ้านเรือนอยู่ไม่น้อย ซึ่งความแตกต่างหลักๆ นั้นก็จะมีอยู่ด้วยกันดังนี้ คุณลักษณะ ระบบปรับอากาศภายในอาคาร แอร์บ้านทั่วไป ขนาดและกำลังการทำความเย็น ขนาดใหญ่ มีกำลังการทำความเย็นสูง เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับห้องห้องเดียวหรือพื้นที่ขนาดเล็ก…

ทำไมถึงต้องเลือกใช้บริการตรวจสอบอาคาร พร้อมเรื่องที่ควรรู้

การตรวจสอบอาคารเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารต้องดำเนินการตามกฎหมายควบคุมอาคารในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสาธารณะ และการตรวจสอบอาคารนั้น ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น แต่การเลือกใช้บริการตรวจสอบอาคารจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปแนะนำเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร ทั้งประโยชน์ ขั้นตอนดำเนินการ และเหตุผลว่าทำไมถึงควรเลือกใช้บริการตรวจสอบอาคารโดยผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ การตรวจสอบอาคาร คืออะไร? การตรวจสอบอาคาร คือ กระบวนการตรวจสอบสภาพอาคาร ทั้งในด้านความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ความปลอดภัย และการใช้งานของระบบอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ของอาคาร โดยมีวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบอาคาร ซึ่งการตรวจสอบอาคารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดประเภทของอาคารที่ต้องได้รับการตรวจสอบไว้ 9 ประเภท ได้แก่ อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป อาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป อาคารชุมนุมคนที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือจุคนได้ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป โรงมหรสพ โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และมีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้ายที่มีความสูงจากระดับพื้นดินตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป หรือป้ายที่ติดตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้า ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป การตรวจสอบอาคารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ การตรวจสอบอาคารประจำปี ซึ่งต้องดำเนินการเป็นประจำทุกปีตามที่กฎหมายกำหนด และการตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ อาจต้องดำเนินการทุกๆ 5 ปี โดยผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการตรวจบำรุงอาคารและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงคู่มือปฏิบัติตามแผนดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางและเก็บบันทึกข้อมูลจากการตรวจสอบอาคารทุกครั้ง ตลอดจนแผนการตรวจสอบอาคารและอุปกรณ์ประกอบของอาคารประจำปี ไว้เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบอาคารประจำปีต่อไป โดยผู้มีอำนาจในการตรวจสอบอาคาร จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเท่านั้น โดยต้องเป็นวิศวกรหรือสถาปนิกที่ผ่านการอบรมและทดสอบความรู้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้ ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร? การตรวจสอบอาคารมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร เนื่องจากอาคารที่ก่อสร้างและใช้งานมาเป็นเวลานานอาจเกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างและระบบต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ การตรวจสอบอาคารเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อไม่ให้โดนบทลงโทษ โดยหากเจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบอาคารตามที่กฎหมายกำหนดได้ อาจต้องเผชิญกับโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง การตรวจสอบอาคารสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคารได้ เมื่อมีการตรวจพบปัญหาแต่เนิ่นๆ และแก้ไขอย่างทันท่วงที จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลามและส่งผลให้อาคารทรุดโทรมก่อนเวลาอันควร การตรวจสอบอาคารช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ หรือแผ่นดินไหว หากระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงโครงสร้างอาคารอยู่ในสภาพดี…

เจาะลึก การตรวจสอบอาคารคืออะไร ตรวจอะไรบ้าง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การตรวจสอบอาคารเป็นการสร้างความมั่นใจว่าอาคารที่สร้างนั้นมีความแข็งแรง มั่นคง ตรวจว่ามีจุดชำรุดและเสียหายหรือไม่ เพื่อให้อาคารพร้อมใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดอันตรายและเป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ในบทความนี้พลัสฯ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า อาคารประเภทใดที่ต้องมีการตรวจสอบ ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และโทษหากมีการฝ่าฝืนการตรวจสอบอาคาร การตรวจสอบอาคาร การตรวจสอบอาคาร คือ การตรวจสอบสภาพอาคารด้านความมั่นคงแข็งแรงและระบบอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ของอาคาร โดยผู้ตรวจสอบอาคาร ตามมาตรา 32 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ใช้ประโยชน์อาคาร การตรวจสอบอาคารเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างและระบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคาร โดยครอบคลุมการตรวจสอบองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่: โครงสร้างอาคาร – ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง รอยร้าว และการเสื่อมสภาพของโครงสร้างหลัก ระบบไฟฟ้า – ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า สายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ระบบป้องกันอัคคีภัย – ตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิง ทางหนีไฟ และระบบแจ้งเตือนอัคคีภัย ระบบระบายอากาศ – ประเมินคุณภาพอากาศและประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศ ระบบสุขาภิบาล – ตรวจสอบระบบน้ำดี น้ำเสีย และสุขาภิบาลทั่วไป ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน – ตรวจสอบความปลอดภัยในการใช้งานและการบำรุงรักษา   กฎหมายไทยกำหนดให้อาคารประเภทควบคุมการใช้ โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง และอาคารสาธารณะ ต้องได้รับการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ และต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การตรวจสอบอาคาร 9 ประเภท อาคารที่ต้องผ่านการตรวจสอบมี 9 ประเภท ดังนี้ 1. อาคารสูง การตรวจสอบอาคารสูง คือ การตรวจสอบอาคารที่มีบุคคลเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยพื้นที่ ซึ่งมีความสูงจากระดับพื้นดินถึงชั้นดาดฟ้า 23 เมตรขึ้นไป หากเป็นอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินไปจนถึงยอดของผนังชั้นบนสุด 2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันทุกชั้นมากกว่า 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัย หรือใช้ประกอบกิจการไม่ว่าจะประเภทเดียวหรือหลายประเภทก็ตาม 3. อาคารชุมนุมคน อาคารหรือส่วนของอาคารที่ให้บุคคลเข้าไปใช้ในการชุมนุม โดยมีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือใช้ชุมนุมคนได้ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป 4. โรงมหรสพ อาคารที่ใช้ประโยชน์สำหรับงานรื่นเริง ฉายภาพยนตร์ แสดงละคร แสดงดนตรี หรืออื่นๆ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม 5. โรงแรม อาคารที่มีห้องพักมากกว่า 80 ห้องขึ้นไป ซึ่งอ้างอิงตามกฎหมายอาคารประเภทโรงแรม 6. อาคารชุด อาคารหรือส่วนใดของอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่การอาศัยอยู่รวมกันสำหรับหลายครอบครัว โดยมีการแบ่งพื้นที่แยกสำหรับแต่ละครอบครัว ซึ่งมีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป 7. อาคารโรงงาน อาคารหรือพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารที่ใช้เป็นโรงงาน…

ข่าวสารจากพลัสฯ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองเทรนด์ซื้อ-เช่าอสังหาฯ ปี 69 ‘ตลาดยังมีดีมานด์-ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าหลายมิติ’

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ทั้งที่เข้ามาทำงานและพำนักระยะยาว สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “Safe Haven” ของการอยู่อาศัยและการลงทุนในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพรวมตลาด ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ใช้ระยะเวลานานขึ้น และมีการเปรียบเทียบข้อมูลในหลายมิติก่อนตัดสินใจซื้อ จากข้อมูลของฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่า ผู้บริโภคใช้เวลาพิจารณานานขึ้น และมีการกลับเข้าชมโครงการ (re-visit) หลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออย่างชัดเจน แม้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง แต่กระบวนการตัดสินใจยืดระยะเวลาออกไปเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ นายจิรศักดิ์ ไพรพนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบ้านระดับราคา 3–10 ล้านบาท ในพอร์ตสินทรัพย์ที่พลัสฯ ดูแล เป็นเซกเมนต์ที่มียอดขายสูงสุด และยอดขายรวมของที่อยู่อาศัยช่วงครึ่งปีแรก เติบโตจากปีก่อนราว 35% สะท้อนว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ ยอดขายจากบ้านใหม่และบ้านมือสองของพลัสฯ มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อเสนอและสิทธิประโยชน์พิเศษ รวมถึงการเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อ “สิ่งที่เห็นชัดในตลาดปัจจุบัน คือผู้บริโภคยังคงมีดีมานด์ในการซื้อบ้าน แต่จะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากโปรโมชันของผู้ประกอบการและนโยบายภาครัฐ เช่น การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองต่ออีก 1 ปี รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV” ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่คุ้มค่า โดยผู้ประกอบการมีการนำเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น แคมเปญผ่อนระยะยาว หรือการรับประกันผลตอบแทนสำหรับการปล่อยเช่าในบางโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่มุ่งตอบโจทย์กำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น ส่วนทางด้านตลาดเช่าในครึ่งปีแรก พลัสฯ พบว่ามีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยจากกำลังซื้อของผู้เช่าชาวต่างชาติบางส่วนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้เช่าหลักยังคงเป็นชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ผู้เช่าชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเลือกเช่ามากขึ้นจากความต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย แนวโน้มที่พบในตลาดเช่าคือการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัย (mobility) ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการย้ายไปยังพื้นที่ที่มีค่าเช่าที่เหมาะสมกว่า การขยายครอบครัว หรือการย้ายเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางไปยังที่ทำงาน “เรามองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนยอดขายของเรา คือการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าเดิม ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อบ้านหลังที่สอง การลงทุนเพิ่มเติม และการที่ลูกค้าเก่าแนะนำต่อให้กับคนรู้จัก โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนถึงบทบาทของการให้คำปรึกษาและความต่อเนื่องของความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว โดยบางรายใช้บริการต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จนถึงรุ่นลูก” ทั้งนี้…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผนึกกำลังสถาบันการศึกษา ร่วมขับเคลื่อนอนาคตแรงงานสายวิชาชีพ รับการเติบโตธุรกิจบริหารอสังหาฯ

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1, วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนสู่ประสบการณ์การทำงานจริง พร้อมร่วมพัฒนากำลังคนสายวิชาชีพที่มีคุณภาพ รองรับความต้องการของภาคธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Management) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง พิธีลงนามความร่วมมือจัดขึ้นโดยมี นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และ ดร.ปรีดี เกตุทอง ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 ร่วมลงนาม พร้อมผู้บริหารจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และคณาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานีร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจบริหารจัดการอสังหาฯ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านวิศวกรรมอาคารและงานระบบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยและมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารในระยะยาว ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นักศึกษาในเครือข่ายจะได้เข้าร่วมโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับพลัสฯ เป็นระยะเวลา 9 เดือนถึง 1 ปี ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในโครงการที่บริษัทดูแล โดยมีผู้เชี่ยวชาญและพี่เลี้ยงในสายงานคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านวิชาชีพและประสบการณ์การทำงานในสภาพแวดล้อมจริง นอกเหนือจากทักษะด้านเทคนิค นักศึกษายังจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน อาทิ การบริการลูกค้า (Service Mind) การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ บุคลิกภาพ และการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ของ Plus Eduplex สถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรของพลัสฯ ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน พลัสฯ ยังสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการของนักศึกษา โดยร่วมให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงงานหรือโปรเจกต์จบ ตั้งแต่การกำหนดหัวข้อ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการร่วมประเมินและให้ข้อเสนอแนะร่วมกับคณาจารย์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาและการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพลัสฯ ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ พร้อมร่วมยกระดับคุณภาพแรงงานสายวิชาชีพของไทย โดยเชื่อว่าการลงทุนด้านการพัฒนาคน คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมในระยะยาว ปัจจุบัน พลัสฯ มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในรูปแบบทวิภาคีมากกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับ ปวส. และปริญญาตรี ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพของภาคธุรกิจ โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่พื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาในภูมิภาคได้เข้าถึงประสบการณ์การทำงานจริง และสร้างบุคลากรสายวิชาชีพที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีศักยภาพ บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ แนะเจ้าของ ‘ตึกเก่า’ จับตาสัญญาณเสื่อมสภาพพร้อมแนวทางดูแลอาคารเชิงป้องกัน

อาคารเก่าหรือห้องแถวที่เกิดการทรุดตัวในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความท้าทายสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน นั่นคือการดูแลอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น อาคารจำนวนมากที่ก่อสร้างมาแล้ว 30-40 ปี หรือมากกว่านั้น ยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบอาคารพาณิชย์ อาคารพักอาศัย และอาคารเพื่อการประกอบธุรกิจ ขณะที่โครงสร้าง ระบบวิศวกรรม และวัสดุต่าง ๆ ภายในอาคารย่อมเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หากขาดการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ความเสียหายเพียงเล็กน้อยอาจสะสมจนกลายเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในอนาคต นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุอาคารและกันสาดทรุดตัว ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาคารเก่ากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอาคารพาณิชย์และตึกแถวอายุหลายสิบปีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอาคารที่ควรได้รับการตรวจสอบและเฝ้าระวัง “อาคารขนาดใหญ่ เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือคอนโดมิเนียม มักมีทีมบริหารอาคารและผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามแผนงานที่กำหนดไว้ รวมถึงมีการตรวจอาคารประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว แต่สำหรับอาคารพาณิชย์ ตึกแถว หรือบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล เจ้าของอาคารมักเป็นผู้รับผิดชอบการดูแลด้วยตนเอง ทำให้การตรวจสอบเชิงป้องกันอาจถูกมองข้าม” ปัจจัยสำคัญที่เจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเสื่อมสภาพของวัสดุตามอายุการใช้งาน และการใช้อาคารที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่ออกแบบไว้ การเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา โดยเฉพาะส่วนประกอบภายนอกอาคารที่ต้องเผชิญกับแดด ฝน และความชื้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้คอนกรีตแตกร้าว เหล็กเสริมเกิดการกัดกร่อน หรือความสามารถในการรับน้ำหนักขององค์ประกอบบางส่วนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นใช้งาน ขณะเดียวกัน การต่อเติมอาคารหรือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากวัตถุประสงค์เดิม เช่น การนำอาคารพักอาศัยไปใช้เป็นคลังเก็บสินค้าหรือโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกมากกว่าที่ออกแบบไว้ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโครงสร้าง หากไม่มีการตรวจสอบและประเมินโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ เจ้าของอาคารสามารถเริ่มต้นตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านการสังเกตสภาพอาคาร หรือ Visual Check ซึ่งเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น หากพบความผิดปกติ จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมเข้าตรวจสอบอีกครั้ง 3 สัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ในหลายกรณี อาคารมักแสดงสัญญาณเตือนก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง แต่สัญญาณเหล่านั้นอาจถูกมองข้าม เพราะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ อาคารก็ไม่ต่างจากร่างกายของคนเรา เมื่อร่างกายส่งสัญญาณความผิดปกติ เราก็ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม เช่นเดียวกับอาคารที่ควรได้รับการตรวจสอบเมื่อเริ่มพบความผิดปกติ “การตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคาร ลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในอนาคต และที่สำคัญที่สุด คือช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคาร รวมถึงผู้ที่สัญจรอยู่บริเวณโดยรอบ” ทั้งนี้ เจ้าของอาคารควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอาคารอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป หรือมีการต่อเติมและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานจากเดิม หากพบสิ่งผิดปกติหรือจุดที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการขยายตัวของการชำรุดเสียหายมากขึ้น ไม่ควรรอให้ปัญหาลุกลามจนเกิดความเสียหายร้ายแรงก่อนจึงดำเนินการแก้ไข “อาคารที่ปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการซ่อมแซมเมื่อเกิดปัญหาแล้วเท่านั้น แต่เกิดจากการตรวจสอบและดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะในหลายกรณี การป้องกันมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขหลังเกิดเหตุ และที่สำคัญกว่านั้นคือความปลอดภัยของชีวิตผู้คนไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้” นายภคิน กล่าวปิดท้าย บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ส่งสถาบัน “PLUS EDUPEX” คว้ารางวัลระดับนานาชาติ 2 ปีซ้อน

สถาบัน PLUS EDUPLEX In-house Learning Academy ภายใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลจากเวที Employee Experience Awards (EXA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีนี้ได้รับรางวัลสาขา Best Learning and Development Program นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของสถาบัน PLUS EDUPLEX ในการเป็นผู้นำสถาบันการเรียนรู้ด้าน Property Management ที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและระดับสากล รางวัล Best Learning and Development Program มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบและบริหารจัดการโปรแกรมการเรียนรู้ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งบุคลากรและองค์กร โดย PLUS EDUPLEX ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาคนแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจ ครอบคลุมทักษะด้านด้าน Property Management, Hospitality, Service Excellence, Sustainability, Luxury Management และ Future Skills  เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน PLUS EDUPLEX ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ได้พัฒนาหลักสูตรมากกว่า 250 หลักสูตร จัดการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรกว่า 1,000 คนต่อปี พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตในสายอาชีพให้แก่พนักงานได้ถึง 70% และผลักดันบุคลากรกลุ่ม High Potential กว่า 400 คนให้ก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญขององค์กร สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม จุดเด่นของการพัฒนาในครั้งนี้อยู่ที่การวาง L&D ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมอบรม โดย PLUS EDUPLEX ได้พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสานที่เชื่อมโยงการทำงานจริง การเรียนรู้ข้ามสายงาน การโค้ชจากผู้เชี่ยวชาญภายใน การใช้กรณีศึกษาจากโครงการจริง และการติดตามผลผ่านตัวชี้วัดด้านธุรกิจ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะข้ามสายงาน หรือ Cross-Skill Workforce Model ที่ทำให้ทีมวิศวกรรมเข้าใจมุมมองด้านบริการและธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ทีมบริการและธุรการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคนิคมากขึ้น แนวทางนี้ช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วน และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองปัญหาหน้างานของลูกบ้าน นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “รางวัลที่ได้รับสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องของเรา ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดในการทำงานได้จริง เราเชื่อว่าการพัฒนาคนคือรากฐานสำคัญของการสร้างบริการที่มีคุณภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งบุคลากร องค์กร และอุตสาหกรรมในระยะยาว  พร้อมมีส่วนในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ Property Management ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต” นอกจากนี้ PLUS EDUPLEX ยังได้พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอสังหาฯ และงานบริการระดับพรีเมียม…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายพอร์ตลักซ์ชัวรี เข้าบริหาร The Reserve Villas Sukhumvit 89/1

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 พูลวิลล่าระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี จากแบรนด์พฤกษา บนทำเลใจกลางสุขุมวิทที่เชื่อมต่อเอกมัย–ทองหล่อ สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานบริการ Luxury Management ที่ดูแลการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มศักยภาพ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 เป็นพูลวิลล่ารูปแบบ Private Residence ที่มอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดบนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ด้วยจำนวนเพียง 26 ยูนิต ภายใต้แนวคิด Rare Collection ที่มองบ้านในฐานะสินทรัพย์ซึ่งส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น ผสานความสะดวกสบาย การดูแลคุณภาพชีวิต และมาตรฐานการอยู่อาศัยไว้อย่างครบวงจร ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญทั้งทำเล ความเป็นส่วนตัว และคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างลงตัวในทุกมิติ โดยพลัสฯ ดูแลการบริหารจัดการโครงการในภาพรวมแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่งานบริหารนิติบุคคล การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การบริหารมาตรฐานงานบริการ ตลอดจนการดูแลทีมงานประจำโครงการ ระบบความปลอดภัย และคุณภาพการอยู่อาศัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวก อุ่นใจ และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เหนือระดับ นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้บริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของพลัสฯ ในการบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรี ที่ให้ความสำคัญทั้งมาตรฐานการบริหารจัดการ การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การดูแลคุณภาพชีวิต และความเข้าใจในความต้องการของผู้อยู่อาศัย  โดยเรามุ่งรักษาคุณค่าและศักยภาพของโครงการให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพผ่านการจัดกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ อาทิ วันฮัลโลวีน เทศกาลลอยกระทง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสุขภาพและสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่อบอุ่นและมีส่วนร่วม” “ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี พลัสฯ พร้อมส่งมอบบริการ Luxury Management ที่สอดคล้องกับแนวคิดของ The Reserve Villas ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอย่างครบถ้วนในทุกมิติ” นอกจากนี้ พลัสฯ ยังมีสถาบัน “Plus Eduplex” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Property Management และ “Luxury Management Academy” ที่มุ่งถ่ายทอด Luxury DNA อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมกันนี้ พลัสฯ ยังได้รับการรับรองจาก Confederation of Tourism and Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ ทำให้สามารถเปิดหลักสูตรด้าน Hospitality ตามมาตรฐาน CTH ได้เป็นรายแรกในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงมั่นใจได้ว่าบุคลากรของพลัสฯ มีศักยภาพและดำเนินงานด้วยมาตรฐานสากล ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของพลัสฯ ในการขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Property & Living Management ที่ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงในทุกเซกเมนต์…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเชี่ยวชาญ PLUS EDUPLEX คว้ามาตรฐานรับรองหลักสูตร Hospitality จากอังกฤษ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ไทย พาสถาบัน PLUS EDUPLEX (พลัส เอ็ดดูเพล็กซ์) คว้าการรับรองหลักสูตรด้าน Hospitality จาก สถาบัน Confederation of Tourism & Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ นับเป็นรายแรกในธุรกิจ Property Management ไทยที่ได้รับสิทธิ์ในการจัดอบรมหลักสูตรภายใต้มาตรฐานสากลนี้ CTH เป็นองค์กรรับรองคุณวุฒิด้าน Hospitality, Tourism & Culinary จากสหราชอาณาจักร มีเครือข่ายสถาบันพันธมิตรกว่า 200 แห่งในกว่า 36 ประเทศทั่วโลก และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานด้านการบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และบริการระดับพรีเมียม นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจาก CTH ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรของธุรกิจ Property Management ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัยลักชัวรี และ Branded Residence ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของตลาด  โดยมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มลูกค้าระดับบนและผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการ ควบคู่ไปกับทำเลและดีไซน์ของโครงการ”  ก่อนหน้านี้ PLUS EDUPLEX ได้มีการเปิด Luxury Management Academy ขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้าน Hospitality ชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติเพื่อส่งมอบบริการที่มี “Luxury DNA” ที่เข้าใจทั้งการบริหารจัดการ การดูแลการอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าในโครงการลักชัวรี  ต่อยอดความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ ด้วยการเปิดหลักสูตร “Luxury Management for Branded Residence” หลักสูตรแรกของไทยภายใต้มาตรฐาน CTH ร่วมกับ Silpakorn University International College หรือ SUIC สาขา Luxury Brand Management พร้อมวิทยากรรับเชิญจาก Paris School of Business ประเทศฝรั่งเศส ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลักสูตรนี้จะครอบคลุมตั้งแต่  รวมถึงมุมมองด้าน Sustainability in Luxury Industry จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล พร้อมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติผ่าน Site Visit, Panel Talks และกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมจริง ทั้งนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับใบรับรองจากสถาบัน CTH ที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก จึงสามารถต่อยอดในสายอาชีพงานบริการได้ระยะยาว พลัสฯ…