คอนโด
บ้านเดี่ยว
อพาร์ทเม้นท์
ทาวน์โฮม
ที่ดิน
โรงแรม
ออฟฟิศ
โรงงาน

ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์

วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความยอดนิยม

บทความล่าสุด

Filter Articles TH

เปิดโพล 5 อันดับงานบ้านสุดยี้ ที่คนไม่อยากทำมากที่สุด พร้อมเคล็ดลับการทำงานบ้านให้ง่ายขึ้นและประหยัด

งานบ้าน เป็นสิ่งที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีงานบ้านบางอย่างที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาทันที จากการรวบรวมความคิดเห็นจำนวนมาก เราได้สรุป 5 อันดับงานบ้านที่คนไม่ชอบทำมากที่สุด พร้อมเหตุผลเจ็บจี๊ดที่เชื่อว่าหลายคนต้องพยักหน้าตาม เพราะนี่คือเสียงสะท้อนจากใจจริงของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านทั่วประเทศ 1. การล้างห้องน้ำ: สมรภูมิแห่งคราบฝังแน่นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยืนหนึ่งมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีใครเทียบได้คือ “การล้างห้องน้ำ” ซึ่งถูกยกให้เป็นภารกิจที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจมหาศาล หลายคนมองว่านี่คืองานที่หนักและเหนื่อยใจที่สุด เปรียบเสมือน “สนามรบ” ที่ต้องต่อสู้กับคราบสกปรกและกลิ่นนานาชนิด เหตุผลที่ทำให้การล้างห้องน้ำเป็นงานสุดหิน: ต้องใช้แรงเยอะและท่วงท่าที่ไม่สบายตัว: การต้องก้มๆ เงยๆ หรือนั่งยองๆ เพื่อขัดถูเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว และปวดเมื่อยตามร่างกาย   คราบสกปรกฝังแน่นและซอกมุมที่เข้าถึงยาก: คราบสบู่ คราบน้ำ คราบรา และคราบหินปูนที่ฝังแน่นตามซอกกระเบื้อง ร่องยาแนว หรือมุมสุขภัณฑ์ต่างๆ นั้นขจัดออกได้ยากมาก   กลิ่นไม่พึงประสงค์และสารเคมีรุนแรง: ต้องเผชิญกับกลิ่นอับและกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ อีกทั้งน้ำยาล้างห้องน้ำยังมีกลิ่นฉุนและมีฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังได้   ใช้เวลานานและต้องทำบ่อย: ห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่ใช้งานทุกวันจึงสกปรกง่าย ทำให้ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งใช้เวลานานกว่าจะสะอาดหมดจด   ความรู้สึกว่าทำไปก็ไม่คุ้มค่า: หลายครั้งที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจขัดจนสะอาด แต่กลับถูกตำหนิว่ายังไม่สะอาดพอ หรือใช้ไปไม่นานก็กลับมาสกปรกเหมือนเดิม ทำให้รู้สึกท้อใจ   เคล็ดลับล้างห้องน้ำ: ทำความสะอาดเล็กๆ บ่อยๆ ป้องกันคราบฝังลึก เช่น หลังอาบน้ำใช้ที่ปาดน้ำรีดออก หรือฉีดสเปรย์น้ำส้มสายชูอ่อนๆ สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง แล้วล้างน้ำ จะช่วยลดคราบสบู่และหินปูนได้โดยไม่ต้องออกแรงขัดหนัก และแปรงขัดไฟฟ้าก็ช่วยทุ่นแรงได้มาก 2. การรีดผ้า: ภารกิจท้าทายความอดทนท่ามกลางไอความร้อน อีกหนึ่งงานบ้านที่หลายคนขอบายคือ “การรีดผ้า” แค่เห็นกองผ้ารออยู่ก็รู้สึกท้อแล้ว เป็นงานที่ถูกนิยามว่าต้องใช้ทั้งความอดทน สมาธิ และความใจเย็นอย่างสูง เหตุผลที่ทำให้การรีดผ้าเป็นฝันร้าย: ร้อนและเหนื่อย: การต้องยืนหน้าเตารีดเป็นเวลานานท่ามกลางอากาศร้อนของประเทศไทย ทำให้เหงื่อไหลไคลย้อยและเหนื่อยมาก   ใช้เวลานานและน่าเบื่อ: การรีดผ้ากองโตมักใช้เวลานานเป็นชั่วโมง เป็นงานซ้ำซากจำเจ และทำให้เสียเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่น   ต้องใช้ทักษะและความละเอียดสูง: การรีดผ้าให้เรียบคมกริบ โดยเฉพาะเสื้อเชิ้ตหรือชุดนักเรียนที่มีจีบเยอะๆ เป็นเรื่องยากและต้องใช้ความประณีตสูง   รีดยาก รีดแล้วยับเหมือนเดิม: ปัญหาคลาสสิกคือรีดข้างหน้าเรียบ แต่ข้างหลังกลับมายับ หรือรีดเสร็จเก็บเข้าตู้ก็ยับอีก ทำให้รู้สึกเสียแรงและเสียเวลา   เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ: มีความเสี่ยงที่จะโดนเตารีดลวกจนเป็นแผล และการยืนหรือนั่งนานๆ ทำให้ปวดหลังปวดขาได้   เคล็ดลับ: ลดงานรีดผ้าได้ตั้งแต่ซักและตาก — สะบัดผ้าก่อนตาก เก็บทันทีเมื่อแห้ง แล้วพับหรือแขวน จะช่วยให้ผ้าเรียบขึ้นโดยไม่ต้องรีดบ่อย หากต้องรีด เลือกเตารีดไอน้ำแบบยืนช่วยประหยัดเวลา และเปิดเพลงหรือพอดแคสต์ไปด้วยให้งานเพลินขึ้น 3. การล้างจาน: มหกรรมหลังมื้ออาหารที่ไม่มีวันจบสิ้น “การล้างจาน” เป็นงานที่หลายคนรู้สึกเบื่อและอยากหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะหลังทานอาหารอิ่มๆ เป็นภารกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งคราบมันและเศษอาหารที่น่าขนลุก เหตุผลที่ทำให้หลายคนไม่ชอบล้างจาน: ต้องสัมผัสกับเศษอาหารและคราบมัน: ความรู้สึกที่ต้องเจอกับเศษอาหารที่เปียกแฉะ คราบซอสเหนียวๆ…

รู้ก่อนเลี้ยง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเลี้ยงสัตว์ในบ้านและคอนโด

‘รักเขาเหมือนลูก’ ‘รักเขาเหมือนคนในครอบครัว’ คำนี้ไม่เกินจริง สำหรับกลุ่มคนที่รักสัตว์และมีสัตว์เลี้ยงอย่างแน่นอน นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 การกักตัวและมาตรการการล็อกดาวน์ (Lockdown) ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากหันมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากเป็นที่พึ่งคลายเหงาได้ดี ในวันที่ไม่สามารถพบเจอใครได้ แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี แต่อัตราการเลี้ยงสัตว์กลับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนเกิดเป็น ‘Pet Humanization’ หรือการเลี้ยงสัตว์แบบสมาชิกในครอบครัวอย่าง ‘Pet Parenting’ ทำให้หลายคนหันมาเลี้ยงสัตว์ และอยากมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นด้วย แต่บางครั้งก็ติดปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ทำให้ปัจจุบัน เทรนด์ที่อยู่อาศัยแบบเอื้อต่อสัตว์เลี้ยงมีเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ Pet Lover แต่ก็มีบางครั้งที่เจ้าของมักแอบเลี้ยงเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนรักแม้จะไม่ได้รับอนุญาต และก็ยังมีปัญหาอีกมากของการอยู่ร่วมกับระหว่างคนที่เลี้ยงและไม่ได้เลี้ยงสัตว์ แล้วต้องเลี้ยงอย่างไร? อยู่แบบไหน? ต้องมีกฏระเบียบอย่างไรถึงจะมีความสุขทั้งคนและสัตว์เลี้ยงแสนรัก หาคำตอบของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ในบทความนี้ แอบเลี้ยงสัตว์ส่งผลเสียอย่างไร มาเริ่มกันที่ข้อเสียของการแอบเลี้ยงสัตว์ นับเป็นเรื่องคลาสสิกที่ทำให้ทั้งคนเลี้ยงและคนรอบข้างได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน ส่วนมากการแอบเลี้ยง มักจะเป็นการแอบเลี้ยงของเจ้าของที่อาศัยอยู่คอนโด นอกจากผิดกฎแล้ว ลองมาดูกันว่ามีข้อเสียอะไรอีกบ้าง 1. ปัญหาเรื่องของกลิ่น การจัดการสิ่งปฏิกูล และเสียงของสัตว์เลี้ยง นับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรื่องของสุขอนามัย อาจทำให้เกิดการปนเปื้อน แย่กับสุขภาพทั้งเจ้าของและเหล่าน้องๆ แสนรัก อีกทั้งกลิ่นและเสียงอาจรบกวนเพื่อนบ้าน จนสร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ไม่ดีให้แก่กัน 2. เพื่อนบ้านที่แพ้ขนสัตว์ แม้จะไม่เจอ หากข้างห้องและเพื่อนร่วมชั้นเป็นภูมิแพ้ เจ้าสารก่อภูมิแพ้สามารถลอยในอากาศจนไปกระตุ้นให้เกิดการแพ้ขึ้นได้ นำไปสู่การถูกจับได้ในที่สุด 3. สัตว์เลี้ยงและเจ้าของเกิดความเครียด ในตอนที่ต้องพาไปหาหมอ ก็ต้องแอบนำน้องใส่กระเป๋าเงียบๆ หากมีคนเข้าลิฟต์แล้วน้องส่งเสียงล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น? เพราะการแอบเลี้ยงสัตว์ในคอนโดที่ห้ามเลี้ยง เป็นการฝ่าฝืนกฎและอาจถูกปรับหรือต้องนำน้องไปอยู่ที่อื่นได้ ความกดดันจากเรื่องของกลิ่นและเสียงที่อาจรบกวนข้างห้อง อาจทำให้เจ้าของเกิดความเครียด ยิ่งเวลาที่จะต้องออกจากห้องแล้วทิ้งสัตว์เลี้ยงให้อยู่เพียงลำพัง ก็กังวลว่าน้องส่งเสียงรบกวนหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ที่จำกัด สำหรับน้องๆ บางตัวอาจทำให้รู้สึกอึดอัดจนเกิดความเครียดจนอาจ ทำลายข้าวของ กัดเฟอร์นิเจอร์ได้ 4. ผิดกฎระเบียบ ถูกปรับ หรือต้องย้ายออก แม้การฝ่าฝืนกฎหรือข้อบังคับคอนโดจะไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่การแอบเลี้ยงสัตว์ในคอนโด ก็ยังเป็นเรื่องที่ผิดอยู่ดี แม้สัตว์ที่เราเลี้ยงจะไม่มีพิษ และไม่สามารถลอดช่องประตูออกมาได้ แต่หากข้างห้องผู้แพ้ขนสัตว์ร้องเรียน อาจลุกลามบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ทำให้ต้องใช้นิติบุคคลเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่ในเมื่อผิดข้อบังคับตั้งแต่แรก การโต้แย้งของคุณก็อาจไม่มีน้ำหนักมากพอนั่นเอง เห็นได้ชัดว่าการแอบเลี้ยงสัตว์ในคอนโด แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับทั้งตัวเจ้าของ น้องๆ และผู้อาศัยร่วมด้วยนั่นเอง รักต้องรู้ เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเลี้ยงสัตว์ หลังจากทราบข้อเสียของการแอบเลี้ยงสัตว์ในคอนโดไปแล้ว มาดูกันว่า หากเราต้องการเลี้ยงสัตว์ในคอนโด เราต้องเลือกคอนโดแบบไหน มีคุณสมบัติอะไรบ้าง เพื่อให้เราและน้องๆ ได้อยู่แบบมีความสุข ไม่เดือดร้อนเพื่อนบ้านและไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ 1. หากจะอยู่คอนโดต้องเลือกคอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้ หากจะอยู่คอนโดสำคัญที่สุดและเป็นข้อแรกที่ต้องคำนึงก่อนเลือกซื้อคอนโด หรือเช่าคอนโด ต้องหาคอนโดที่อนุญาตให้สามารถเลี้ยงน้องสัตว์ได้ โดยอาจเลือกจาก คอนโดที่มีประกาศ หรือชี้แจงอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าด้วยการโฆษณาเปิดโครงการ หรือข้อมูลทางเว็บไซต์ที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทางโครงการนี้อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ เพราะนอกจากจะทำให้ คนที่เลือกซื้อ หรือเช่าคอนโดนี้ทุกคนรับทราบและยอมรับได้ที่มีเพื่อนบ้านเลี้ยงน้องหมาหรือแมว โดยปกติแล้วคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้จะมีเงื่อนไข กฎการอยู่อาศัยร่วมกัน ดังนี้ ส่วนใหญ่จะไม่ให้เลี้ยงพันธุ์ที่มีพฤติกรรมดุร้าย และอนุญาตเลี้ยงสัตว์พันธุ์เล็กเท่านั้นเช่นสุนัขพันธุ์…

ย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ใน 6 ขั้นตอนปี 2567

ในปัจจุบันไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องการความสะดวก รวดเร็ว แต่การติดต่อขอดำเนินการทางเอกสารบางอย่าง เช่น “การย้ายทะเบียนบ้าน” บางครั้งก็ต้องใช้เวลานานเหลือเกิน แต่หายห่วง! เพราะตอนนี้สามารถย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ได้แล้ว ไม่ต้องไปสำนักงาน ไม่ต้องนั่งรอคิวเป็นชั่วโมง ทำด้วยตัวเอง ที่ไหนก็ได้ สะดวกสุดๆ ย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ทำได้ไหม? หากมีการย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ต้องทำอย่างไร? การย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์จะยุ่งยากหรือเปล่า? บทความนี้จะคลายทุกข้อสงสัย จะมีขั้นตอนอะไรบ้างสำหรับการย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ ตามมาดูกัน ขั้นตอนการย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ การย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ทำได้ง่ายๆด้วย “แอปพลิเคชั่น ThaiD ” ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ก่อนอื่นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นและทำการลงทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน (ทางฝั่งเจ้าบ้านก็ต้องทำการลงทะเบียน ThaiD เพื่อกดยืนยันข้อมูลการแจ้งย้ายเข้าด้วยเช่นกัน) วิธีลงทะเบียนใช้งาน THAID ด้วยตนเอง เตรียมพร้อมย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ 1. เข้าแอปพลิเคชัน “THAID” (ไทยดี) กด “เริ่มต้นใช้งาน” 2. กด “เลือกลงทะเบียนด้วยตนเอง” หลังจากอ่านเงื่อนไขการใช้บริการต่างๆ เรียบร้อยแล้ว “กดปุ่มยอมรับ” และ “กดถัดไป” 3. “ถ่ายรูปหน้าบัตรประจำตัวประชาชนและหลังบัตรฯ” เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเสร็จแล้วให้ “กดปุ่มยืนยัน” 4. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง หากไม่ถูกต้อง แก้ไขให้เรียบร้อย แล้วกดยืนยัน 5. ถ่ายรูปให้ตรงตามคำแนะนำที่ขึ้น เมื่อเรียบร้อยแล้ว “กดปุ่มยืนยัน” 6. สร้างรหัสเพื่อความปลอดภัยด้วยเลข 8 หลัก และกดยืนยันอีกครั้ง ห้ามใช้ตัวเลขเรียงกันหรือใช้ซ้ำเกินได้ไม่เกิน 4 ตัว เช่น 1234, 1111, 2222 เป็นต้น จากนั้นยืนยันการสร้างสิ่งแทนดิจิทัล แล้วจึงกดรหัสความปลอดภัยที่เราพึ่งสร้าง เพื่อยืนยัน ลงทะเบียนใช้งาน แอป THAID เรียบร้อย! เตรียมพร้อมสำหรับการย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์   วิธีย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ด้วย ThaiD 1. เข้าแอป ThaiID เลือก “การแจ้งการย้ายที่อยู่” 2. กรอก เลขบัตรประชาชนของเจ้าบ้านที่เราจะย้ายเข้าไป 3. กดส่งคำร้องขอเจ้าบ้าน 4. จากนั้นจะมีข้อความ (SMS) ให้ทำการยืนยันตัวตนและให้ความยินยอมยืนยันส่งไปที่เจ้าบ้าน 5. เมื่อเจ้าบ้านกดยืนยันและยินยอมจากนั้นข้อมูลก็จะส่งไปยังนายทะเบียนของสำนักงานเขตหรืออำเภอที่อยู่ปลายทางที่ทำการแจ้งย้ายเอาไว้ 6. นายทะเบียนจะดำเนินการอนุมัติการแจ้งย้าย และแจ้งผลการอนุมัติให้กับผู้ขอย้ายและเจ้าของบ้านทราบ โดยการย้ายทะเบียนบ้านนั้นจะสำเร็จก็ต่อเมื่อเจ้าของบ้านที่เราจะย้ายเข้าไปกดยินยอม เพียง 6 ขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ได้แล้ว คลายข้อสงสัย Q: ย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ทำได้ไหม? คำตอบคือ การย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์สามารถทำได้ และไม่ยุ่งยากเลย เพียงแค่ทำตามขั้นตอนข้างบน เท่านี้ก็สามารถย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์ได้แล้ว การย้ายทะเบียนบ้านออนไลน์สามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลางาน ไม่ต้องต่อคิว…

รู้จักกรรมสิทธิ์คอนโด ซื้อคอนโดได้สิทธิอะไรบ้าง?

เป็นเจ้าของบ้านดีกว่าเป็นเจ้าของคอนโดจริงหรือ? พลัสฯ พามาทำความรู้จักกรรมสิทธิ์คอนโด หรือกรรมสิทธิ์ห้องชุด พร้อมทำความเข้าใจสิทธิที่ได้รับในการเป็นเจ้าของคอนโด แตกต่างจากการเป็นเจ้าของบ้านอย่างไร? หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด คืออะไร? เมื่อซื้อบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน (น.ส. 4) จะถูกโอนมาเป็นชื่อของผู้ซื้อตามกฎหมาย ซึ่งผู้ซื้อจะสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการขาย จำนอง หรือยกเป็นมรดกให้ลูกหลาน ในขณะที่การซื้อคอนโดมิเนียม ผู้ซื้อจะได้หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช. 2) แทน ซึ่งผู้ซื้อจะไม่ถือว่า เป็นเจ้าของโครงการนั้นๆ อย่างสมบูรณ์ แต่จะถูกเรียกว่า เจ้าของร่วม ภาพจากโครงการ เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ CD202924 กรรมสิทธิ์คอนโดหรือกรรมสิทธิ์ห้องชุด การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโด หรือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในฐานะเจ้าของร่วมมีรายละเอียดของสิทธิ ดังนี้ 1.สิทธิในส่วนแบ่งเงินประกัน โดยทั่วไปคอนโดมิเนียมมักมีการทำประกันภัยอาคารชุดเอาไว้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันอัคคีภัย ประกันอุทกภัย และอื่นๆ เมื่อตัวอาคารได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติเหล่านี้ บริษัทประกันจะทำการจ่ายเงินชดเชยให้กับนิติบุคคลของโครงการคอนโดตามเงื่อนไข ซึ่งเจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินประกันดังกล่าวตามสัดส่วนการครอบครอง 2.สิทธิจัดตั้ง และตรวจสอบการทำงานของนิติบุคคล เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิในการร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อดูแลรักษาและบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนกลาง จัดเก็บค่าส่วนกลาง ออกกฎระเบียบและข้อบังคับ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมไฟฟ้า การประปา และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดสามารถบริหารงานต่างๆ ได้เอง หรือว่าจ้างบริษัทบริหารจัดการอาคารชุดมืออาชีพเข้ามาทำหน้า ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการนิติบุคคลและเจ้าของร่วมท่านอื่นๆ นอกจากนี้ เจ้าของร่วมทุกคนมีสิทธิสอดส่อง และตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการนิติบุคคลได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน รายงานการประชุม และอื่นๆ หากพบความไม่โปร่งใสในการทำงานของคณะกรรมการนิติบุคคล เจ้าของร่วมมีสิทธิฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การถอดถอน และจัดตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลชุดใหม่ ภาพจากโครงการ ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 CD220913 3.สิทธิตกแต่งภายในห้องชุด เจ้าของร่วมมีสิทธิในการตกแต่งภายในห้องชุดของตนเอง เช่น การทาสี เปลี่ยนวอลล์เปเปอร์ และติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งอาจต้องแจ้งกับนิติบุคคลเรื่องขออนุญาตผู้รับเหมาภายนอกเข้ามาภายในโครงการ และจำเป็นต้องทำภายในช่วงเวลาที่กำหนด ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของแต่ละโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน ส่วนการตกแต่งภายในที่กระทบต่อโครงสร้างอาคาร เช่น การทุบผนัง เปลี่ยนประตูหน้าต่าง และอื่นๆ จำเป็นต้องทำการขออนุญาตต่อนิติบุคคลก่อน ซึ่งบางโครงการอาจไม่อนุญาต เนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และป้องกันความเสียหายจากการเจาะ หรือตัดสายผิดจุด ซึ่งอาจไปโดนท่อประปา สายไฟ และอื่นๆ รวมถึงการใช้ไฟเกินกำหนดที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรด้วย 4.สิทธิเป็นกรรมการนิติบุคคล เจ้าของร่วมมีสิทธิได้รับลงสมัครเป็นคณะกรรมการนิติบุคคล แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายอาคารชุดกำหนด เช่น เป็นผู้มีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่มีประวัติอาชญากรรม และอื่นๆ โดยกรรมการนิติบุคคลจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทีมนิติบุคคลอาคารชุด มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย กฎระเบียบในโครงการ ตลอดจนการพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายและติดสินการดำเนินการต่างๆ ในโครงการ 5.สิทธิในการกำหนดระเบียบคอนโด เจ้าของร่วมมีสิทธิกำหนดกฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลและทรัพย์ส่วนกลางของคอนโดที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัย โดยจะต้องผ่านการเห็นชอบในที่ประชุมระหว่างเจ้าของร่วมคนอื่นๆ…

ค่าส่วนกลางคอนโด คืออะไร ? ต้องจ่ายเท่าไหร่บ้าง

สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของคอนโดสักแห่ง ค่าส่วนกลางคอนโด ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึง และเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการซื้อ ภาษี และการโอนกรรมสิทธิ์ แต่เราทุกคนรู้หรือเปล่า ว่าค่าส่วนกลางที่ว่านั้นคืออะไร คำนวณจากอะไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ต้องติดตามในบทความนี้เลย ค่าส่วนกลางคอนโด คืออะไร? ค่าส่วนกลางคอนโด คือ ค่าใช้จ่ายที่ผู้อยู่อาศัยในคอนโดหรือเจ้าของกกรรมสิทธิ์คอนโดจะต้องจ่ายให้กับนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อที่นิติฯ จะนำเงินในส่วนนี้ไปใช้ดูแลและจัดการพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ซึ่งต่อให้เราจะซื้อเพื่อปล่อยเช่า ซื้อแล้วอยู่เองหรือปล่อยว่าง ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องคอนโดนั้น จำเป็นที่จะต้องชำระค่าส่วนกลางอยู่ดี เพราะค่าส่วนกลางนั้นมีระบุอย่างชัดเจนในกฎหมายพ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ว่าค่าส่วนกลางเป็นหนี้ที่เกิดตามกฎหมาย ดังนั้นหากไม่มีการชำระเงินค่าส่วนกลาง นิติบุคคลมีสิทธิ์ที่จะตัดสิทธิ์บางอย่างได้ และสามารถที่จะดำเนินการทางกฎหมายโดยการยื่นฟ้องศาลได้เช่นกัน สำหรับใครที่สงสัยว่าการเรียกเก็บค่าส่วนกลางคอนโดแล้วจะต้องเอาไปทำอะไรบาง ส่วนมากแล้ว 65% ของค่าส่วนกลางจะแบ่งออกมาใช้ในการบริหารโครงการ ค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัย ค่าจ้างทำความสะอาด 20% ต่อมาจะเป็นค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน 10% จะเป็นค่าซ่อมบำรุงรักษาต่างๆ และ 5% ที่เหลือจะเป็นการจ่ายกิจกรรมและเบ็ดเตล็ดๆ ซึ่งนิติบุคคลถือเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ดังนั้นการเรียกเก็บค่าส่วนกลางคอนโดนั้นจะต้องไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกำไรเป็นหลัก ค่าส่วนกลางคอนโด คิดยังไง ? ค่าส่วนกลางคอนโดถือเป็นการชำระแบบราคาเฉลี่ย ซึ่งจะมีการเรียกเก็บจากลูกบ้านทุกคน และจัดเก็บโดยคิดจากขนาดพื้นที่ของห้องชุด เช่น ค่าส่วนกลางคอนโดแห่งหนึ่งจะมีการคิดในอัตรา 40 บาท/ตารางเมตร/เดือน ถ้าห้องขนาด 30 ตารางเมตร เท่ากับจะเสียค่าส่วนกลาง 1,200 บาท/เดือน แต่นิติบุคคลอาจเรียกเก็บล่วงหน้า 1-2 ปีเท่ากับจะต้องเสียปีละ 14,400 บาท สำหรับการคำนวณนั้นนอกจากการ ปัจจัยยูนิตที่มีซึ่งถ้าเป็นโครงการ High Rise ที่มีจำนวนยูนิตมากกว่าโครงการ Low Rise ก็จะมีหน่วยในการหารมากกว่า ขนาดของห้องชุดแล้ว อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ต้องนำมาคิดเลยคือ สิ่งอำนวยความสะดวกที่พื้นที่ส่วนกลางมีให้ หากเป็นโครงการระดับพรีเมี่ยม ที่มีสิ่งอำนวยความสะอาดชั้นนำต่างๆ หรือมีจำนวนมาก ก็หมายถึงค่าดูแลรักษาที่มากขึ้นนั่นเอง โดยชื่อเสียงและประสบการณ์ของนิติบุคคลก็มีผลต่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางยังสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้ออีกด้วย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากในช่วงปีแรกอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าปีหลังๆ ซึ่งค่าส่วนกลางคอนโดในกรุงเทพประมาณกี่บาท? นั้น คำตอบคือ เฉลี่ยอยู่ที่ 35-45 บาทต่อตารางเมตร สูงสุดใน Segment Ultimate จะอยู่ที่ประมาณ 95-150 บาท พอทราบแล้วว่าค่าส่วนกลางคอนโดในประมาณกี่บาท อีกหนึ่งเรื่องที่เราควรรู้คือกำหนดระยะเวลาในการจ่ายนั้นจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ บางโครงการคอนโดอาจมีข้อเสนอที่น่าดึงดูดอย่างฟรีค่าส่วนกลางปีแรก บางแห่งอาจมีการเรียกเก็บรวมไปตั้งแต่แรกเลย เพราะจะมีเรียกเก็บล่วงหน้า 1-3 ปี ซึ่งหลังจากหมดช่วงดังกล่าว นิติบุคคลจะมีการเรียกเก็บที่แตกต่างกัน บางแห่งอาจกำหนดจ่ายรายปี ทุกครึ่งปี หรือจะทุก 3 เดือนก็ได้ ดังนั้นหลังจากซื้อคอนโดและได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พื้นที่ดังกล่าวแล้ว จำเป็นที่จะต้องคำนวณเพื่อเตรียมเงินเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะถ้าไม่จ่ายค่าส่วนกลางนี้ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมมาย โดยนิติบุคคลสามารถคิดค่าปรับล่าช้าหรือดอกเบี้ยได้ในอัตรา 12-20% รวมถึงนิติบุคคลสามารถฟ้องร้องเพื่อบังคับคดีให้ชำระหนี้ได้ และนอกจากนั้นยังไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงในที่ประชุมและไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้…

ค่าส่วนกลางคอนโด คืออะไร? จำเป็นต้องจ่ายหรือไม่?

นอกจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ยังมีค่าใช้จ่ายระยะยาวที่จะต้องจ่ายอีก นั่นก็คือค่าใช้จ่ายส่วนกลางคอนโด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากซื้อและเข้าไปอยู่แล้ว 2-3 ปี ดังนั้นพลัสฯ ขอพาทุกคนมารู้จักว่าค่าใช้จ่ายนี้คืออะไร ถ้าไม่มีงบนี้จะเกิดอะไรขึ้น มีการคิดคำนวณจากอะไร และไม่ได้อยู่คอนโด แค่ซื้อไว้เก็งกำไรจำเป็นต้องจ่ายหรือไม่ ค่าส่วนกลางคอนโด คืออะไร? ค่าส่วนกลางคอนโด คือ เงินที่นิติบุคคลของคอนโดแห่งนั้นเรียกเก็บจากเจ้าของคอนโดในทุกๆ ปี เพื่อนำไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดที่ลูกบ้านใช้รวมกัน ตั้งแต่สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ที่จอดรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าทำความสะอาดภายในและภายนอกอาคาร ค่าจ้างแม่บ้าน ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย ค่าดูแลสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ เพื่อสร้างความปลอดภัย ความสะอาด ความสะดวกสบาย สภาพแวดล้อมที่ดีให้กับผู้อาศัย ตลอดจนการป้องกันและซ่อมบำรุงอาคารและสถานที่ การเรียกเก็บค่าส่วนกลางคอนโดถือเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เพราะการซื้อคอนโดเป็นสิทธิ์ขาด ยิ่งโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากก็จะมีค่าส่วนกลางสูงตามไปด้วย ทำให้ถ้าไม่มีการเก็บค่าส่วนกลางคอนโดเลย พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ก็จะขาดการดูแล ชำรุด ทรุดโทรม เพราะไม่มีงบประมาณที่จะเข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้ ทำให้ในอนาคตหากต้องปล่อยเช่าหรือขายจะส่งผลให้ราคาตกหรือได้ค่าเช่าน้อย รวมถึงระบบการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคารก็ยังเป็นหนึ่งในงานของนิติบุคคลอีกด้วย ซึ่งหากไม่มีงบนี้ อาจเกิดความบกพร่องในการรักษาความปลอดภัยได้เช่นกัน ค่าส่วนกลางคอนโดคิดจากอะไร? ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า ค่าส่วนกลางคอนโดนั้นยิ่งมีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมาก ก็จะทำให้มีค่าส่วนกลางที่สูงกว่าปกติ เพราะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่มากกว่า อย่างโครงการคอนโดหรูบางแห่งอาจมีบริการในระดับโลกก็ย่อมมีค่าส่วนกลางที่แพงขึ้น รวมถึงโครงการคอนโด High Rise ที่มีจำนวนยูนิตมากกว่า Low Rise ทำให้ค่าส่วนกลางคอนโด High Rise ถูกกว่าเพราะหารค่าพื้นที่ส่วนกลางกับจำนวนยูนิต นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว แต่ละยูนิตก็จะมีการเรียกเก็บค่าพื้นที่ส่วนกลางแตกต่างกัน เพราะนิติบุคคลจะคิดค่าพื้นที่ส่วนกลางจากพื้นที่ของห้องชุด ซึ่งถ้ามีขนาดห้องที่กว้างก็จะเสียค่าพื้นที่ส่วนกลางมาก โดยวิธีการคำนวณคือ ตัวอย่างการคำนวณค่าส่วนกลาง ค่าส่วนกลางคอนโด อัตรา 35 บาท/ตารางเมตร/เดือน ห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตร เท่ากับจะต้องจ่าย 1,050 บาท/เดือน แต่จะเรียกเก็บเป็นแบบรายปี คือจะต้องจ่าย 12,600 บาท/ปี โดยส่วนมากแล้ว นิติบุคคลจะมีการเรียกเก็บค่าส่วนกลางคอนโดล่วงหน้า 1-3 ปี หลังจากนั้นเราจำเป็นที่จะต้องชำระตามปกติ ซึ่งค่าส่วนกลางอาจมีการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยนิติจะต้องทำการแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และค่าส่วนกลางบ้านจัดสรรก็มักมีราคาที่สูงกว่าคอนโดอีกด้วย ไม่ได้อยู่คอนโด แค่ซื้อไว้เก็งกำไรจำเป็นต้องจ่ายหรือไม่? สำหรับใครที่ซื้อคอนโดไว้เพื่อลงทุน เก็งกำไรต่างๆ ไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยหรือใช้พื้นที่ส่วนกลางเลย อาจสงสัยว่าจะเป็นที่จะต้องจ่ายค่าส่วนกลางคอนโดหรือไม่ พลัสฯ ขอบอกเลยว่าจำเป็นที่จะต้องชำระ แม้ไม่ได้ใช้ส่วนกลางเลย เพราะว่า จะมีการระบุในสัญญาซื้อขายคอนโดที่ระบุไว้ว่าเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องเสียค่าส่วนกลาง เท่ากับเราตกลงที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ นอกจากนี้ หากเจ้าห้องชุดค้างชำระ นิติบุคคลสามารถที่จะดำเนินคดีเพื่อบังคับจ่ายหรือเสียค่าปรับส่วนกลางพร้อมดอกเบี้ยได้ อีกทั้งยังถูกตัดสิทธิ์การออกเสียงในที่ประชุม ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้จนกว่าจะจ่ายค่าส่วนกลางและดอกเบี้ยครบถ้วนและได้รับใบปลอดหนี้จากนิติบุคคล สุดท้ายนี้ ค่าส่วนกลางมีความสำคัญอย่างมากในการดูแลและทำให้คอนโดดูใหม่อยู่เสมอ ซึ่งหากนิติบุคคลสามารถบริหารงานและค่าใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใสก็จะทำให้ลูกบ้านคอนโดได้รับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และบริการที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจจะซื้อคอนโดก็ยังสามารถประเมินได้ว่าสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายนี้ได้ในระยะยาว และควรที่จะเตรียมเงินส่วนหนึ่งกันไว้สำหรับการจ่ายค่าส่วนกลางคอนโด บทความที่เกี่ยวข้อง คอนโด Low rise กับ High rise คืออะไร…

ข่าวสารจากพลัสฯ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองเทรนด์ซื้อ-เช่าอสังหาฯ ปี 69 ‘ตลาดยังมีดีมานด์-ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าหลายมิติ’

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ทั้งที่เข้ามาทำงานและพำนักระยะยาว สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “Safe Haven” ของการอยู่อาศัยและการลงทุนในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพรวมตลาด ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ใช้ระยะเวลานานขึ้น และมีการเปรียบเทียบข้อมูลในหลายมิติก่อนตัดสินใจซื้อ จากข้อมูลของฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่า ผู้บริโภคใช้เวลาพิจารณานานขึ้น และมีการกลับเข้าชมโครงการ (re-visit) หลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออย่างชัดเจน แม้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง แต่กระบวนการตัดสินใจยืดระยะเวลาออกไปเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ นายจิรศักดิ์ ไพรพนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบ้านระดับราคา 3–10 ล้านบาท ในพอร์ตสินทรัพย์ที่พลัสฯ ดูแล เป็นเซกเมนต์ที่มียอดขายสูงสุด และยอดขายรวมของที่อยู่อาศัยช่วงครึ่งปีแรก เติบโตจากปีก่อนราว 35% สะท้อนว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ ยอดขายจากบ้านใหม่และบ้านมือสองของพลัสฯ มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อเสนอและสิทธิประโยชน์พิเศษ รวมถึงการเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อ “สิ่งที่เห็นชัดในตลาดปัจจุบัน คือผู้บริโภคยังคงมีดีมานด์ในการซื้อบ้าน แต่จะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากโปรโมชันของผู้ประกอบการและนโยบายภาครัฐ เช่น การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองต่ออีก 1 ปี รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV” ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่คุ้มค่า โดยผู้ประกอบการมีการนำเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น แคมเปญผ่อนระยะยาว หรือการรับประกันผลตอบแทนสำหรับการปล่อยเช่าในบางโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่มุ่งตอบโจทย์กำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น ส่วนทางด้านตลาดเช่าในครึ่งปีแรก พลัสฯ พบว่ามีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยจากกำลังซื้อของผู้เช่าชาวต่างชาติบางส่วนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้เช่าหลักยังคงเป็นชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ผู้เช่าชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเลือกเช่ามากขึ้นจากความต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย แนวโน้มที่พบในตลาดเช่าคือการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัย (mobility) ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการย้ายไปยังพื้นที่ที่มีค่าเช่าที่เหมาะสมกว่า การขยายครอบครัว หรือการย้ายเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางไปยังที่ทำงาน “เรามองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนยอดขายของเรา คือการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าเดิม ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อบ้านหลังที่สอง การลงทุนเพิ่มเติม และการที่ลูกค้าเก่าแนะนำต่อให้กับคนรู้จัก โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนถึงบทบาทของการให้คำปรึกษาและความต่อเนื่องของความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว โดยบางรายใช้บริการต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จนถึงรุ่นลูก” ทั้งนี้…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผนึกกำลังสถาบันการศึกษา ร่วมขับเคลื่อนอนาคตแรงงานสายวิชาชีพ รับการเติบโตธุรกิจบริหารอสังหาฯ

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1, วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนสู่ประสบการณ์การทำงานจริง พร้อมร่วมพัฒนากำลังคนสายวิชาชีพที่มีคุณภาพ รองรับความต้องการของภาคธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Management) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง พิธีลงนามความร่วมมือจัดขึ้นโดยมี นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และ ดร.ปรีดี เกตุทอง ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 ร่วมลงนาม พร้อมผู้บริหารจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และคณาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานีร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจบริหารจัดการอสังหาฯ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านวิศวกรรมอาคารและงานระบบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยและมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารในระยะยาว ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นักศึกษาในเครือข่ายจะได้เข้าร่วมโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับพลัสฯ เป็นระยะเวลา 9 เดือนถึง 1 ปี ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในโครงการที่บริษัทดูแล โดยมีผู้เชี่ยวชาญและพี่เลี้ยงในสายงานคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านวิชาชีพและประสบการณ์การทำงานในสภาพแวดล้อมจริง นอกเหนือจากทักษะด้านเทคนิค นักศึกษายังจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน อาทิ การบริการลูกค้า (Service Mind) การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ บุคลิกภาพ และการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ของ Plus Eduplex สถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรของพลัสฯ ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน พลัสฯ ยังสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการของนักศึกษา โดยร่วมให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงงานหรือโปรเจกต์จบ ตั้งแต่การกำหนดหัวข้อ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการร่วมประเมินและให้ข้อเสนอแนะร่วมกับคณาจารย์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาและการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพลัสฯ ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ พร้อมร่วมยกระดับคุณภาพแรงงานสายวิชาชีพของไทย โดยเชื่อว่าการลงทุนด้านการพัฒนาคน คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมในระยะยาว ปัจจุบัน พลัสฯ มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในรูปแบบทวิภาคีมากกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับ ปวส. และปริญญาตรี ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพของภาคธุรกิจ โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่พื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาในภูมิภาคได้เข้าถึงประสบการณ์การทำงานจริง และสร้างบุคลากรสายวิชาชีพที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีศักยภาพ บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ แนะเจ้าของ ‘ตึกเก่า’ จับตาสัญญาณเสื่อมสภาพพร้อมแนวทางดูแลอาคารเชิงป้องกัน

อาคารเก่าหรือห้องแถวที่เกิดการทรุดตัวในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความท้าทายสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน นั่นคือการดูแลอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น อาคารจำนวนมากที่ก่อสร้างมาแล้ว 30-40 ปี หรือมากกว่านั้น ยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบอาคารพาณิชย์ อาคารพักอาศัย และอาคารเพื่อการประกอบธุรกิจ ขณะที่โครงสร้าง ระบบวิศวกรรม และวัสดุต่าง ๆ ภายในอาคารย่อมเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หากขาดการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ความเสียหายเพียงเล็กน้อยอาจสะสมจนกลายเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในอนาคต นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุอาคารและกันสาดทรุดตัว ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาคารเก่ากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอาคารพาณิชย์และตึกแถวอายุหลายสิบปีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอาคารที่ควรได้รับการตรวจสอบและเฝ้าระวัง “อาคารขนาดใหญ่ เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือคอนโดมิเนียม มักมีทีมบริหารอาคารและผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามแผนงานที่กำหนดไว้ รวมถึงมีการตรวจอาคารประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว แต่สำหรับอาคารพาณิชย์ ตึกแถว หรือบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล เจ้าของอาคารมักเป็นผู้รับผิดชอบการดูแลด้วยตนเอง ทำให้การตรวจสอบเชิงป้องกันอาจถูกมองข้าม” ปัจจัยสำคัญที่เจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเสื่อมสภาพของวัสดุตามอายุการใช้งาน และการใช้อาคารที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่ออกแบบไว้ การเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา โดยเฉพาะส่วนประกอบภายนอกอาคารที่ต้องเผชิญกับแดด ฝน และความชื้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้คอนกรีตแตกร้าว เหล็กเสริมเกิดการกัดกร่อน หรือความสามารถในการรับน้ำหนักขององค์ประกอบบางส่วนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นใช้งาน ขณะเดียวกัน การต่อเติมอาคารหรือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากวัตถุประสงค์เดิม เช่น การนำอาคารพักอาศัยไปใช้เป็นคลังเก็บสินค้าหรือโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกมากกว่าที่ออกแบบไว้ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโครงสร้าง หากไม่มีการตรวจสอบและประเมินโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ เจ้าของอาคารสามารถเริ่มต้นตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านการสังเกตสภาพอาคาร หรือ Visual Check ซึ่งเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น หากพบความผิดปกติ จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมเข้าตรวจสอบอีกครั้ง 3 สัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ในหลายกรณี อาคารมักแสดงสัญญาณเตือนก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง แต่สัญญาณเหล่านั้นอาจถูกมองข้าม เพราะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ อาคารก็ไม่ต่างจากร่างกายของคนเรา เมื่อร่างกายส่งสัญญาณความผิดปกติ เราก็ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม เช่นเดียวกับอาคารที่ควรได้รับการตรวจสอบเมื่อเริ่มพบความผิดปกติ “การตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคาร ลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในอนาคต และที่สำคัญที่สุด คือช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคาร รวมถึงผู้ที่สัญจรอยู่บริเวณโดยรอบ” ทั้งนี้ เจ้าของอาคารควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอาคารอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป หรือมีการต่อเติมและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานจากเดิม หากพบสิ่งผิดปกติหรือจุดที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการขยายตัวของการชำรุดเสียหายมากขึ้น ไม่ควรรอให้ปัญหาลุกลามจนเกิดความเสียหายร้ายแรงก่อนจึงดำเนินการแก้ไข “อาคารที่ปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการซ่อมแซมเมื่อเกิดปัญหาแล้วเท่านั้น แต่เกิดจากการตรวจสอบและดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะในหลายกรณี การป้องกันมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขหลังเกิดเหตุ และที่สำคัญกว่านั้นคือความปลอดภัยของชีวิตผู้คนไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้” นายภคิน กล่าวปิดท้าย บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ส่งสถาบัน “PLUS EDUPEX” คว้ารางวัลระดับนานาชาติ 2 ปีซ้อน

สถาบัน PLUS EDUPLEX In-house Learning Academy ภายใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลจากเวที Employee Experience Awards (EXA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีนี้ได้รับรางวัลสาขา Best Learning and Development Program นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของสถาบัน PLUS EDUPLEX ในการเป็นผู้นำสถาบันการเรียนรู้ด้าน Property Management ที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและระดับสากล รางวัล Best Learning and Development Program มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบและบริหารจัดการโปรแกรมการเรียนรู้ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งบุคลากรและองค์กร โดย PLUS EDUPLEX ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาคนแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจ ครอบคลุมทักษะด้านด้าน Property Management, Hospitality, Service Excellence, Sustainability, Luxury Management และ Future Skills  เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน PLUS EDUPLEX ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ได้พัฒนาหลักสูตรมากกว่า 250 หลักสูตร จัดการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรกว่า 1,000 คนต่อปี พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตในสายอาชีพให้แก่พนักงานได้ถึง 70% และผลักดันบุคลากรกลุ่ม High Potential กว่า 400 คนให้ก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญขององค์กร สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม จุดเด่นของการพัฒนาในครั้งนี้อยู่ที่การวาง L&D ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมอบรม โดย PLUS EDUPLEX ได้พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสานที่เชื่อมโยงการทำงานจริง การเรียนรู้ข้ามสายงาน การโค้ชจากผู้เชี่ยวชาญภายใน การใช้กรณีศึกษาจากโครงการจริง และการติดตามผลผ่านตัวชี้วัดด้านธุรกิจ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะข้ามสายงาน หรือ Cross-Skill Workforce Model ที่ทำให้ทีมวิศวกรรมเข้าใจมุมมองด้านบริการและธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ทีมบริการและธุรการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคนิคมากขึ้น แนวทางนี้ช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วน และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองปัญหาหน้างานของลูกบ้าน นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “รางวัลที่ได้รับสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องของเรา ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดในการทำงานได้จริง เราเชื่อว่าการพัฒนาคนคือรากฐานสำคัญของการสร้างบริการที่มีคุณภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งบุคลากร องค์กร และอุตสาหกรรมในระยะยาว  พร้อมมีส่วนในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ Property Management ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต” นอกจากนี้ PLUS EDUPLEX ยังได้พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอสังหาฯ และงานบริการระดับพรีเมียม…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายพอร์ตลักซ์ชัวรี เข้าบริหาร The Reserve Villas Sukhumvit 89/1

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เดินหน้าขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 พูลวิลล่าระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี จากแบรนด์พฤกษา บนทำเลใจกลางสุขุมวิทที่เชื่อมต่อเอกมัย–ทองหล่อ สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานบริการ Luxury Management ที่ดูแลการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มศักยภาพ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 เป็นพูลวิลล่ารูปแบบ Private Residence ที่มอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดบนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ด้วยจำนวนเพียง 26 ยูนิต ภายใต้แนวคิด Rare Collection ที่มองบ้านในฐานะสินทรัพย์ซึ่งส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น ผสานความสะดวกสบาย การดูแลคุณภาพชีวิต และมาตรฐานการอยู่อาศัยไว้อย่างครบวงจร ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญทั้งทำเล ความเป็นส่วนตัว และคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างลงตัวในทุกมิติ โดยพลัสฯ ดูแลการบริหารจัดการโครงการในภาพรวมแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่งานบริหารนิติบุคคล การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การบริหารมาตรฐานงานบริการ ตลอดจนการดูแลทีมงานประจำโครงการ ระบบความปลอดภัย และคุณภาพการอยู่อาศัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวก อุ่นใจ และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เหนือระดับ นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้บริหารโครงการ The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของพลัสฯ ในการบริหารโครงการระดับลักซ์ชัวรี ที่ให้ความสำคัญทั้งมาตรฐานการบริหารจัดการ การดูแลกายภาพและสภาพแวดล้อมโครงการ การดูแลคุณภาพชีวิต และความเข้าใจในความต้องการของผู้อยู่อาศัย  โดยเรามุ่งรักษาคุณค่าและศักยภาพของโครงการให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพผ่านการจัดกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ อาทิ วันฮัลโลวีน เทศกาลลอยกระทง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสุขภาพและสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่อบอุ่นและมีส่วนร่วม” “ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี พลัสฯ พร้อมส่งมอบบริการ Luxury Management ที่สอดคล้องกับแนวคิดของ The Reserve Villas ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอย่างครบถ้วนในทุกมิติ” นอกจากนี้ พลัสฯ ยังมีสถาบัน “Plus Eduplex” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Property Management และ “Luxury Management Academy” ที่มุ่งถ่ายทอด Luxury DNA อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมกันนี้ พลัสฯ ยังได้รับการรับรองจาก Confederation of Tourism and Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ ทำให้สามารถเปิดหลักสูตรด้าน Hospitality ตามมาตรฐาน CTH ได้เป็นรายแรกในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงมั่นใจได้ว่าบุคลากรของพลัสฯ มีศักยภาพและดำเนินงานด้วยมาตรฐานสากล ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของพลัสฯ ในการขยายพอร์ตบริหารโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้าน Property & Living Management ที่ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงในทุกเซกเมนต์…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเชี่ยวชาญ PLUS EDUPLEX คว้ามาตรฐานรับรองหลักสูตร Hospitality จากอังกฤษ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ไทย พาสถาบัน PLUS EDUPLEX (พลัส เอ็ดดูเพล็กซ์) คว้าการรับรองหลักสูตรด้าน Hospitality จาก สถาบัน Confederation of Tourism & Hospitality (CTH) ประเทศอังกฤษ นับเป็นรายแรกในธุรกิจ Property Management ไทยที่ได้รับสิทธิ์ในการจัดอบรมหลักสูตรภายใต้มาตรฐานสากลนี้ CTH เป็นองค์กรรับรองคุณวุฒิด้าน Hospitality, Tourism & Culinary จากสหราชอาณาจักร มีเครือข่ายสถาบันพันธมิตรกว่า 200 แห่งในกว่า 36 ประเทศทั่วโลก และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานด้านการบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม และบริการระดับพรีเมียม นายสันติ ศรีสงคราม ผู้อำนวยการสถาบัน PLUS EDUPLEX บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจาก CTH ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรของธุรกิจ Property Management ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัยลักชัวรี และ Branded Residence ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของตลาด  โดยมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มลูกค้าระดับบนและผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการ ควบคู่ไปกับทำเลและดีไซน์ของโครงการ”  ก่อนหน้านี้ PLUS EDUPLEX ได้มีการเปิด Luxury Management Academy ขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้าน Hospitality ชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติเพื่อส่งมอบบริการที่มี “Luxury DNA” ที่เข้าใจทั้งการบริหารจัดการ การดูแลการอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าในโครงการลักชัวรี  ต่อยอดความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ ด้วยการเปิดหลักสูตร “Luxury Management for Branded Residence” หลักสูตรแรกของไทยภายใต้มาตรฐาน CTH ร่วมกับ Silpakorn University International College หรือ SUIC สาขา Luxury Brand Management พร้อมวิทยากรรับเชิญจาก Paris School of Business ประเทศฝรั่งเศส ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลักสูตรนี้จะครอบคลุมตั้งแต่  รวมถึงมุมมองด้าน Sustainability in Luxury Industry จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล พร้อมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติผ่าน Site Visit, Panel Talks และกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมจริง ทั้งนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับใบรับรองจากสถาบัน CTH ที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก จึงสามารถต่อยอดในสายอาชีพงานบริการได้ระยะยาว พลัสฯ…